posttoday
"อินเว้นท์"อาวุธลับอินทัชทางลัดสร้างนวัตกรรม

"อินเว้นท์"อาวุธลับอินทัชทางลัดสร้างนวัตกรรม

24 กันยายน 2556

หนึ่งในรูปแบบการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นโฮลดิง คือการทำ เวนเจอร์ แคปปิตอล หรือไปร่วมลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริษัท เป็นการต่อยอดที่รวดเร็วกว่าใช้พลังภายในที่มีข้อจำกัดเรื่องกระบวนการ หรือกรอบความคิด ซึ่งบริษัทในไทยที่พร้อมจะร่วมลงทุนลักษณะนี้ ยังน้อย

หนึ่งในรูปแบบการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นโฮลดิง คือการทำ เวนเจอร์ แคปปิตอล หรือไปร่วมลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่มีความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริษัท เป็นการต่อยอดที่รวดเร็วกว่าใช้พลังภายในที่มีข้อจำกัดเรื่องกระบวนการ หรือกรอบความคิด ซึ่งบริษัทในไทยที่พร้อมจะร่วมลงทุนลักษณะนี้ ยังน้อย

โครงการ อินเว้นท์ ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือ อินทัช หนึ่งบริษัทโฮลดิงขนาดใหญ่ด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย ที่เริ่มต้นจัดสรรงบประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี เพื่อร่วมลงทุนในเอสเอ็มอีไทยที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องต่อยอดจากธุรกิจหลักทั้ง 4 ของอินทัชได้ นั่นคือ โทรคมนาคม ไอที มีเดีย และคลาวด์ คอมพิวติง

กฤติกา มหัทธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจใหม่ของอินทัช กล่าวว่า อินเว้นท์ จะเน้นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจสำหรับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการเติบโต และไม่ได้มีการกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ เพียงแต่อินทัชจะไม่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพราะต้องการให้เอสเอ็มอีนั้น ยังบริหารจัดการด้วยตนเองต่อไปได้ ยังคงมีเป้าหมายและการทำงานเช่นเดิม แต่อินทัชจะขอดูเพียงนโยบายและเป้าหมาย รวมถึงอาจช่วยเหลือเรื่องกลยุทธ์การตลาด เหมือนเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาที่อินเว้นท์เริ่มต้นมีการใช้เงินลงทุนไปกว่า 100 ล้านบาท ถือว่ายังไม่ได้ตามเป้างบที่วางไว้คือ 200 ล้านบาทต่อปี แต่ถือเป็นการเริ่มต้นการทำเวนเจอร์ แคปปิตอล ที่เป็นรูปธรรมในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดจะอยู่บนนโยบายหลัก 4 ประการ คือ เป็นการลงทุนเพื่อสร้างบริการที่หลากหลาย เป็นการสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งอินทัชอาจจะถือหุ้นอยู่ประมาณ35 ปี ก่อนจะมีการขยับขยายต่อไป และการลงทุนนี้ต้องสามารถสร้างรายได้และกำไรให้กับผู้ถือหุ้น สุดท้ายคือ เป็นการสร้างงานและธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ปัจจุบันมีเอสเอ็มอี 47 ราย ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและคัดเลือกเพื่อเข้าโครงการอินเว้นท์ ซึ่งยอมรับว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย เพราะต้องมีการแนะนำ พัฒนา วางกลยุทธ์การตลาด สินค้าและบริการให้ดีขึ้น ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 36 เดือนในการเจรจาคัดเลือก โดยขณะนี้มีประมาณ 3 บริษัทที่มีแนวโน้มที่ดี และภายในปีนี้น่าจะมี 1 บริษัทที่สามารถสรุปได้

“ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้อินทัชได้ลงทุนไปแล้ว 3 บริษัท โดยปีที่ผ่านมาได้ร่วมลงทุนกับ อุ๊คบี ผู้พัฒนาอีบุ๊ก ที่ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 3 ล้านราย ขยายบริการไปต่างประเทศแล้ว มีผลประกอบการที่ดี และมีนักลงทุนรายอื่นๆ สนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มด้วย นี่คือสัญญาณที่ดีสำหรับการลงทุนของอินทัช” กฤติกา กล่าว

ขณะที่อีก 2 รายล่าสุด คือ บริษัท เมดิเทค โซลูชั่น พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการกะพริบตาภายใต้แบรนด์ เซนส์ (SenzE) ช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถสื่อสารผ่านทางสายตาได้ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาได้สำเร็จรายแรกในเอเชีย และเป็นรายแรกของโลกที่ใช้งานร่วมกับภาษาไทยได้ โดยอินทัชได้เข้าถือหุ้น 30% เป็นเงิน 5 ล้านบาท

ปิยะศักดิ์ บุญคมรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิเทค โซลูชั่น เปิดเผยว่า เซนส์ สามารถช่วยผู้ป่วยอัมพาต 7.5 แสนรายในประเทศไทยได้ ตัวเครื่องราคาถูกกว่าต่างประเทศประมาณ 40% หากทำตลาดในประเทศไทยได้แล้ว มีแผนลุยตลาดต่างประเทศ เน้นในอาเซียนก่อนทันที กำหนดเป้าหมายไว้ที่ สิงคโปร์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเซนส์สามารถรองรับภาษาต่างประเทศเหล่านี้ได้หมดอีกหนึ่งธุรกิจที่อินทัชได้เข้าไปถือหุ้น 25% เป็นเงิน 29 ล้านบาท คือ บริษัท คอมพิวเตอร์โลจี พัฒนาระบบช่วยบริหารจัดการโซเชียลมีเดียภายใต้แบรนด์ โซเชียล เอเนเบิล จัดการและมอนิเตอร์โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ กูเกิลพลัส และพันทิป และเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถต่อยอดออกไปยังธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องได้

วัชระ เอมวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คอมพิวเตอร์โลจี กล่าวว่า ทางบริษัทต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากธุรกิจโซเชียลมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว เลยมองหานักลงทุน ที่จะเป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์ ที่ช่วยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากทำตลาดในไทยแล้ว มีแผนลุย 5 ตลาด คือ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และเวียดนาม

มุมมองที่ตรงกันจาก 2 บริษัทเอสเอ็มอีไทยต่อ อินทัช คือ เป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูง และสามารถช่วยให้บริษัทเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงมีช่องทางที่จะช่วยผลักดันไปสู่การขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นผู้ร่วมทุนในลักษณะ เวนเจอร์ แคปปิตอล ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ และไทยยังขาดอยู่

กฤติกา กล่าวว่า ต้องการเห็นเอสเอ็มอีพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ มีการจดสิทธิบัตร ซึ่งอินทัชพร้อมเปิดรับทุกบริษัท และธุรกิจที่น่าสนใจยังมีอีกมาก เช่น การจัดการด้านพลังงาน ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย การให้บริการอีอาร์พี หรือซอฟต์แวร์องค์กรบนคลาวด์ หรือแม้แต่ระบบง่ายๆ เช่น ใช้บริการแท็กซี่ ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการอินเว้นท์ได้ตลอดเวลา

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่