posttoday
โอกาสการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

โอกาสการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

12 กันยายน 2556

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มมีนโยบายการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ลงภายในสิ้นปีนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะเป็นขาขึ้นในช่วงต้นปี 2558 เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ในพันธบัตรจะลดลง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเป็นขาขึ้นเช่นกัน

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มมีนโยบายการปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการลดวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ลงภายในสิ้นปีนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะเป็นขาขึ้นในช่วงต้นปี 2558 เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ในพันธบัตรจะลดลง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเป็นขาขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่เหมาะสมในช่วงนี้ คือ การลงทุนแบบเลือกระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม (Selective Duration) ซึ่งบริษัทขอแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 2 ปี เพื่อผู้ลงทุนจะได้ไม่เสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในช่วงดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นตามภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านราคาตราสารที่จะมีความผันผวน ความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนหากเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ นอกจากตราสารหนี้ไทยที่ผู้ลงทุนมีความคุ้นเคยแล้ว ยังมี โอกาสการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่สามารถเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเป็นทางเลือกในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งได้แก่

ตราสารที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงประเภท High Yield Bond คือ ตราสารที่ไม่ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond) หรือได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (Noninvestment Grade) โดยผู้ออกตราสารจะเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า ตราสารในระดับ Investment Grade เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตของตราสารหรือผู้ออกตราสาร ทั้งนี้ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะทำให้แนวโน้มเครดิตของผู้ออกตราสารดีขึ้น

ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงกลุ่ม Mortgage Back Security (MBS) ซึ่งออกโดยหน่วยงานของภาครัฐ กล่าวคือ เป็นการลงทุนในเงินกู้ระยะยาวเพื่อที่อยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์จะถูกนำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการออกหลักทรัพย์ดังกล่าว เนื่องจากมีมุมมองว่าความกังวลต่อการปรับลดวงเงิน QE ได้ทำให้ราคาตราสารหนี้ MBS ปรับลดลงเป็นอย่างมาก โดยภายหลังการประกาศลดวงเงิน QE จะทำให้ตลาดมีความชัดเจนมากขึ้นและจะเริ่มเป็นโอกาสในการเข้าซื้อตราสารดังกล่าวในระดับราคาที่เหมาะสม และมีศักยภาพที่จะทำกำไรในอนาคต เนื่องจากตราสารหนี้ MBS มีแนวโน้มการปรับเพิ่มเครดิตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอ (SeniorSecured Debt) โดยสามารถแบ่งตราสารเป็น 2 ประเภท คือ

Senior Debt คือ ตราสารหนี้ประเภทแรกที่จะได้รับการคืนเงินหากผู้ออกตราสารผิดนัดชำระหนี้

Secured Debt คือ ตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทั้งนี้ คุณสมบัติทั้งสองอย่างมีความสำคัญอย่างมากกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในช่วงวิกฤตทางการเงิน สินเชื่อธนาคารมีการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สินเชื่อประเภท Senior Secured Debt มีอัตราการรับชำระหนี้จากหนี้มีปัญหา (Recovery Rate) สูงกว่าตราสารหนี้ประเภทไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Debt)

กระจายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจขาลงในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งได้ การกระจายการลงทุนทั้งในตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน และลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรป หรือสหรัฐ อยู่ในภาวะขาลง แต่ประเทศกำลังพัฒนาอยู่ในช่วงที่เติบโต ในช่วงดังกล่าวการลงทุนในตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า ทั้งนี้ ในการเลือกลงทุนจะต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ เช่น เลือกลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศที่มีงบดุลที่แข็งแกร่ง และระดับหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติอยู่ในระดับต่ำ เป็นต้น

ทั้งนี้ หากผู้ลงทุนยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศโดยตรง ท่านอาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ที่ลงทุนใน High Yield Bond ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและลงทุนในตราสารหนี้อื่นๆ ที่มีความหลากหลาย และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับกองทุน โดยควรจะพิจารณาเลือกกองทุนที่มีจะมีการลดความเสี่ยงจากการลงทุนผ่านกระบวนการวิเคราะห์เครดิตเทียบกับผลตอบแทน และแนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร