
ยังโสด
สัปดาห์ที่ผ่านมากระแสข่าวนักวิชาการท่านหนึ่งเสนอให้เก็บ “ภาษีคนโสด” โด่งดังกันไปทั่วโลกออนไลน์ กลายเป็นอภิมหึมามหา “ดรามา” สร้างความตระหนกไม่น้อยให้แก่คนโสดจำนวนหนึ่ง
สัปดาห์ที่ผ่านมากระแสข่าวนักวิชาการท่านหนึ่งเสนอให้เก็บ “ภาษีคนโสด” โด่งดังกันไปทั่วโลกออนไลน์ กลายเป็นอภิมหึมามหา “ดรามา” สร้างความตระหนกไม่น้อยให้แก่คนโสดจำนวนหนึ่ง
ก็เรากำลังจะรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ให้เกิด “Single Market” ในอีก 2 ปี ไฉนเลยจึงจะรีดภาษี “Single Person”
แต่หากมองกันแบบทั่วๆ ไป ผมเชื่อว่านักวิชาการท่านดังกล่าวคงมีจุดมุ่งหมายที่ดีในการหาทางออกให้ประเทศที่ประชากรวัยแรงงานกำลังลดน้อยถอยลงอย่างไทย เพียงแต่วิธีการอาจสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ปัญหาตามมาอีกนับไม่ถ้วน
เช่น ถ้าคนถูกบีบให้แต่งงานกันมากขึ้น มีบุตรมากขึ้น แต่ไม่มีความพร้อม ไม่มีเงินเลี้ยงดู ไม่มีเวลาให้ ผลที่เราจะได้รับคือ เราอาจเพิ่มจำนวนประชากรวัยแรงงานในอนาคตได้ แต่ก่อนหน้านั้นเราอาจเผชิญกับปัญหาเด็กและปัญหาครอบครัว ตลอดจนปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจน “บานเบอะ” ก่อน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหากลุ่มเพศที่สามซึ่งปัจจุบันกฎหมายเกือบทั่วทั้งเอเชียไม่เปิดโอกาสให้สมรสกันเองได้ กลุ่มนี้จะกลายเป็นคน “โสดเสมอ” และโดนเก็บภาษีอยู่วันยังค่ำ หากมีใครเอาเรื่องภาษีคนโสดไปบังคับใช้จริง คนกลุ่มนี้อาจออกมาเรียกร้องถึง “ความเท่าเทียม”
ยังไม่นับเรื่อง “หน้าตา” ที่คนโสดหลายคนประสบปัญหา หากมีใครสักคนมาร้องเพลงให้ฟังว่า “ทำไมน้องไม่แต่งงาน จะอยู่อีกนานเท่าไหร่” คงมีคนจำนวนมากที่ตอบว่า “ไม่ได้ไม่อยากแต่ง” ปัญหาคือ “ไม่มีให้แต่ง” ต่างหาก (ฮา)
อย่างที่ผมเคยนำเสนอไปในคอลัมน์นี้ ฉบับวันพุธที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ไทยที่ประสบปัญหาการขาดแคลนวัยแรงงานและกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น สิงคโปร์และเวียดนามก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเพราะเขาแต่งงานกันน้อยลงด้วย
สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า อัตราการสมรสของชาวสิงคโปร์นั้นลดลงอย่างชัดเจนในรอบ 10 ปี จากเดิมที่มีผู้ชาย 48.1 คน ใน 1,000 คน และผู้หญิง 49.9 คน ที่แต่งงานในปี 2544 แต่ในช่วง 2 ปีก่อนลดเหลือเพียง 30 กว่าคนใน 1,000 คนเท่านั้น
นักวิชาการชาวสิงคโปร์วิเคราะห์ว่า ชาวสิงคโปร์ค่อยๆ แต่งงานช้าลงเรื่อยๆ อีกทั้งบางคนยังไม่สามารถหาคู่ครองที่เหมาะสมได้ ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการแต่งงานลดลงเป็นลำดับอย่างช้าๆ และลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึง 6.6% ในปี 2553
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย แสดงให้เห็นว่าอัตราการจดทะเบียนสมรสของคนไทยนั้นขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ โดยในปี 2555 มีการจดทะเบียนทั้งสิ้น 314,338 คู่ แต่หากย้อนกลับไปถึงปี 2547 จะพบว่ามีการจดทะเบียนมากถึง 365,721 คู่
ในภาวะที่ประเทศต่างๆ ในอาเซียนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนประชากรวัยทำงาน ขณะที่ปริมาณความต้องการแรงงานกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แต่ละประเทศควรทำอย่างไรกับปัญหานี้
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการส่งเสริมสวัสดิการการมีบุตรและการอนุญาตให้สามารถลาไปเลี้ยงดูบุตรระหว่างทำงานทั่วทั้งอาเซียน ตลอดจนอำนวยความสะดวกอื่นๆ แก่คนที่มีคู่อยู่แล้วให้มีบุตรคนที่ 2 และ 3 ตามที่ท่านนักวิชาการท่านนั้นเสนอเพิ่มเติม น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
เพราะนโยบายที่ “ให้คุณ” น่าจะเหมาะสมที่จะหยิบมาใช้มากกว่านโยบาย “ให้โทษ”







