
โจ๋ป่วนแสบแบบมีกึ๋นมีแววเป็น "เถ้าแก่" ได้ดีกว่า
พลิกความเชื่อฝังใจกันมาอย่างยาวนานว่าผู้ที่จะสามารถประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของกิจการ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
พลิกความเชื่อฝังใจกันมาอย่างยาวนานว่าผู้ที่จะสามารถประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของกิจการ และสร้างเนื้อสร้างตัวได้ดีนั้น ส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานจากวัยหนุ่มสาวที่เรียนเก่ง และมีน้ำอดน้ำทนทำตามกฎระเบียบวินัยอยู่เสมอ
แต่ทว่าผลการสำรวจวิจัยพฤติกรรมประชากรล่าสุดของสหรัฐกลับพบว่า วัยรุ่นตัวป่วนที่เกรียนและแสบซ่าจนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต้องกุมขมับสูดยาดมวันละหลายๆ รอบต่างหากที่มีแววจะเป็นเจ้าของกิจการที่ดีและประสบความสำเร็จอย่างมาก
รอสส์ เลอวีน และโยนา รูบินสไตน์ สองนักเศรษฐศาสตร์แห่งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ ได้ลงมือทำวิจัยภายใต้หัวข้อว่า ต้องทำอะไรบ้างถึงจะได้เป็นผู้ประกอบการ และการเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้เกี่ยวข้องกับจำนวนค่าจ้างหรือไม่
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองอาศัยข้อมูลภาคผนวกของการสำรวจประชากรจากสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และข้อมูลการสำรวจศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเยาวชนในช่วงเวลาหลายปี (National Longitudinal Survey of Youth) ของสหรัฐ โดยพิจารณาในประเด็นเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญาความรู้ พัฒนาการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา และประวัติครอบครัวว่ามีบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการบริษัทมหาชนหรือไม่ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับลักษณะนิสัยของพนักงานกินเงินเดือนทั่วไป และผู้ประกอบการที่กิจการไม่ได้อยู่ในรูปมหาชน
ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัยที่เคยทำมาก่อนหน้านี้เลอวีนและรูบินสไตน์ชี้แจงว่า เป็นการรวมเอาคนที่ประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเจ้าของรถเข็นขายฮอตด็็็อกกับไมเคิล บลูมเบิร์ก นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดังของสหรัฐได้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการเป็นเจ้าของบริษัทมหาชนนี้แตกต่างจากเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีอยู่มากมายทั้งในแง่ของกฎหมายและลักษณะการดำเนินกิจการ ซึ่งรูปแบบบริษัทต้องใช้ระยะเวลายาวนาน รวมถึงมีต้นทุนที่สูง
นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองซึ่งลงมือทำการศึกษาวิจัยในครั้งนี้อธิบายอีกว่า การที่ผู้ประกอบการก่อร่างสร้างบริษัทจนสามารถแตกแขนงกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับมหาชนได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและทุ่มเทในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ การเสี่ยงลงทุนเพื่อผลกำไร ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนแสดงถึงลักษณะของความเป็นผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจกิจการตัวจริงมากกว่าผู้ประกอบการที่ไม่ได้คิดขยับขยายเสี่ยงลงทุนใดๆ เพิ่มเติม
“ธรรมชาติของธุรกิจจะเป็นตัวบ่งบอกลักษณะตัวตนของบุคคลนั้นๆ” รูบินสไตน์ กล่าว
ผลลัพธ์ของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เลอวีนและรูบินสไตน์พบว่าคนทำงานที่เป็นนายตัวเองและมีกิจการแบบมหาชนนั้น ในวัยรุ่นมักจะมีพฤติกรรมเกเร ชอบทำเรื่องเสี่ยงและข้องแวะกับเรื่องผิดกฎหมาย เช่น การขโมยของในร้านค้า ใช้กัญชา โดดเรียน ค้ายา และทะเลาะวิวาท
นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจมหาชนข้างต้นจะมีความเชื่อมั่นในตนเองและได้รับคะแนนสูงในการสอบประเภทวัดความถนัด เรียนสูง และพื้นฐานครอบครัวมีกำลังทรัพย์พอควร โดยเลอวีนสรุปว่า เมื่อความฉลาดบวกกับพฤติกรรมที่ชอบแหกคอกในสัดส่วนที่พอเหมาะ ย่อมทำให้บุคคลคนนั้นเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีผลด้านลบเสียทีเดียว โดยรายงานระบุว่า คนที่ชอบเสี่ยงแต่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปมักจะทำให้คนคนนั้นเผชิญกับอันตรายจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาโดยรวมยังบ่งชี้ว่า การเป็นเจ้าของกิจการใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมีความทุ่มเทมากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่าตัว ทั้งชั่วโมงการทำงานและปริมาณงาน ขณะที่เนื้อหางานยังท้าทายกว่า กระนั้นการลงทุนทั้งหมดก็ได้ผลตอบแทนมากกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับผู้ประกอบการบริษัทที่ไม่ได้เป็นมหาชน การศึกษาครั้งนี้พบว่ายิ่งทำงานไปบางรายกลับมีรายได้น้อยกว่าพนักงานกินเงินเดือนธรรมดา ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาก่อนหน้า ทำให้เลอวีนและรูบินสไตน์กล่าวว่าปัจจัยดังกล่าวคือเครื่องบ่งชี้ความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกิจการมหาชนกับที่ไม่ได้เป็น
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองสรุปปิดท้ายว่า ความเกเรแหกคอกอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่อย่างน้อยถ้าจะทำตัวแสบให้ได้โล่ก็ต้องแสบอย่างมีกึ๋น







