
ทุนสิงตโปร์ฟื้นชีพ"ฟีนันซ่า"
ในที่สุด บริษัท ฟินันซ่า ประกันชีวิต ก็ได้นักลงทุนจากสิงคโปร์เข้าซื้อบริษัทพร้อมกับใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาแล้ว
โดย...วารุณี อินวันนา
ในที่สุด บริษัท ฟินันซ่า ประกันชีวิต ก็ได้นักลงทุนจากสิงคโปร์เข้าซื้อบริษัทพร้อมกับใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาแล้ว 1,500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา
อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เงินเพิ่มทุนใหม่ที่ใส่เข้ามานั้นเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจในการทำธุรกิจประกันชีวิตในไทยอย่างจริงจัง
กลุ่มทุนใหม่ได้เข้าไปแนะนำตัวต่อพนักงานบริษัทและตัวแทนในกรุงเทพฯ แล้ว เพื่อประเมินขุมกำลังและเรียกขวัญกำลังใจว่าเป็นกลุ่มฟิลลิปแคปปิตอล จากสิงคโปร์ ซึ่งมีธุรกิจโบรกเกอร์หลักทรัพย์และโบรกเกอร์ประกันภัยใน 16 ประเทศ ซึ่งในไทยมีเพียงโบรกเกอร์หลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) และต่อไปจะเดินทางไปแนะนำตัวต่อตัวแทนทางภาคเหนือและทางภาคใต้
ควบคู่กับการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ พร้อมกับเสนอ รมว.คลัง ปลดการควบคุม ซึ่งกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จประมาณปลายๆ เดือน ก.ย. และจะทำการแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนด้วย
ด้านฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาสแรกปี 2556 มีสินทรัพย์ 6,603.45 ล้านบาท หนี้สิน 7,089.05 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 485.59 ล้านบาท เงินกองทุนติดลบ 346.13 ล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (CAR) ติดลบ 34.46% ส่วน 7 เดือนแรกมีลูกค้าเก่าชำระเบี้ยต่ออายุ 466.7 ล้านบาท โดยไม่มีการขายเบี้ยใหม่ เพราะหลังจากที่มีปัญหาฐานะการเงิน ทางการได้เข้าควบคุมบริษัทและห้ามขายประกันใหม่ให้แก่ลูกค้ามาเป็นเวลาร่วม 3 ปี
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ธุรกิจประกันชีวิตไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
บุษรา อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย ชี้แจงว่า 7 เดือนแรกของปี 2556 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยรับรวม 2.51 แสนล้านบาท เติบโต 17.52% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในระยะเวลาเดียวกัน โดยเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 8.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.06% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 1.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.57%
ทั้งนี้ คาดว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้า ธุรกิจประกันชีวิตจะมีการเติบโตที่ต่อเนื่องหรือไม่ต่ำกว่าที่คาดเอาไว้ที่ระดับ 17.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทประกันชีวิตต่างแข่งขันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงทุกสื่ออย่างต่อเนื่อง การมุ่งเน้นสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการทุกๆ ด้าน การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้นครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปีบริษัทประกันชีวิตทั้งหลายต่างเร่งทำผลงานให้ได้ตามเป้าที่บริษัทตั้งไว้







