
ปรับตัวรักษาขีดแข่งขันนุ่งห่มไทยไปเวียดนาม-อินโดฯ
อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยขยายการลงทุนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยขยายการลงทุนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากยังต้องการรักษาขีดความสามารถแข่งขันไว้ให้ได้ การปรับตัวให้ถูกจุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ชัยพงศ์ เวชมามณเฑียร ประธานกรรมการลิเบอร์ตี้ กรุ๊ป ผู้ผลิตชุดกีฬารายใหญ่ของไทย กล่าวว่า การดำเนินกิจการอยู่ในเมืองไทย ปัญหาที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง คือ ขาดแคลนแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น การผลิตในประเทศทำได้อยู่ในระดับหนึ่งประมาณ 3,000 คนต่อโรงงาน หากต้องการขยายการลงทุนมากกว่านี้จะหาแรงงานยาก ดังนั้นการออกไปลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง
ด้วยเหตุดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2550 จึงตัดสินใจไปตั้งโรงงานในประเทศเวียดนาม ผลิตชุดกีฬาแบรนด์ชั้นนำของโลก มีแรงงาน 5,000 คน เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากด้านอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เพราะมีประชากรจำนวนมาก ค่าแรงถูกและอยู่ใกล้เมืองไทย การออกไปในตอนนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเปิดประชาคมอาเซียน แต่มองว่าเวียดนามเหมาะกับการลงทุนนี้
ด้านทางการเวียดนามเองก็ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มมาก มีตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำครบวงจร ทั้งโรงงานเส้นด้าย โรงพิมพ์ผ้า โรงปักผ้า โรงงานตัดเย็บ ซึ่งช่วงแรกอาจยังมีไม่ครบ แต่ได้พัฒนาต่อเนื่องจนปัจจุบันมีซัพพลายเชนภายในประเทศที่สมบูรณ์ สำหรับบริษัทเองเข้าไปตั้งโรงงานในเวียดนามสมัยต้นทุนยังไม่แพงมาก การเข้าไปก่อนจึงค่อนข้างได้เปรียบ
สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนนั้น จะมีการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร คล้ายกับไทย ส่วนกรณีที่เวียดนามจะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มขึ้นแต่ถ้าได้ก็ดี อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมมองถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วย เช่น รัฐบาลคงต้องปรับขึ้นค่าแรง เป็นต้น
หลังจากธุรกิจในเวียดนามมีความมั่นคงแล้ว เมื่อปี 2553 บริษัทได้ขยายการลงทุนไปที่ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งโรงงานที่เมืองเซมารัง ตอนกลางของเกาะชวา ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมเบา อินโดนีเซียมีค่าแรงถูกกว่าเวียดนามและไทย มีประชากรที่อยู่ในวัยทำงานมากและสามารถฝึกอบรมได้ แต่การลงทุนช่วงแรกต้องเผชิญกับอุปสรรคค่อนข้างมาก ทั้งนี้บริษัทได้วางแผนล่วงหน้าระยะยาว 5 ปี มีการประเมินว่าหากไปลงทุนแล้วจะทำธุรกิจในประเทศนั้นได้นานกี่ปี ซึ่งอินโดนีเซียก็อยู่ในประเทศที่น่าลงทุน
ปัจจุบันโรงงานในอินโดนีเซียมีแรงงานอยู่ 2,500 คน ผลิตชุดกีฬาเหมือนกับในเวียดนาม แม้ว่าอินโดนีเซียจะไม่ได้มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเท่าเวียดนาม เพราะยังมีวัตถุดิบไม่ครบ แต่ด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งโลจิสติกส์ ทำให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบผ้าไปจากเมืองไทยได้ และส่วนหนึ่งก็เป็นการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน โดยไม่ลงทุนในที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าอินโดนีเซียมีโอกาสที่จะพัฒนาการผลิตให้ครบวงจรได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จำนวนมาก
การลงทุนในอินโดนีเซียนั้น มีบางปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ คือ วัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่างจากเมืองไทย การไปทำธุรกิจในแต่ละประเทศผู้ลงทุนจึงควรจะปรับตัวให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และควรจะมีหุ้นส่วนที่เป็นคนท้องถิ่นเข้ามาทำงานด้วย
“ปัจจุบันการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไม่ได้แข่งขันกันที่คุณภาพการตัดเย็บ เพราะเชื่อว่าทุกที่ทำได้เหมือนกัน แต่แข่งขันกันที่เวลา ใครจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่ากัน ดังนั้นการบริหารจัดการด้านการขนส่ง วัตถุดิบ จึงมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะไปลงทุนอยู่ที่ไหน อย่างในเวียดนามมีวัตถุดิบครบก็ง่าย แต่อินโดนีเซียแม้มีซัพพลายเชนไม่พร้อม แต่หากบริหารจัดการส่งวัตถุดิบจากไทยไปได้อย่างรวดเร็วก็ไม่มีปัญหา”
สุดท้าย เจ้าของกิจการทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เหมาะกับอาเซียน หรือต้องออกไปลงทุนในอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายควรประเมินตัวเองว่า อะไรที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองมากที่สุด







