
โรงกลั่นนัดถกรับมือแอลพีจีขาดแคลน
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันนัดถก19 ส.ค. รับมือป้องกันแอลพีจีขาดแคลน หลังโรงแยกก๊าซฯปตท.ฟ้าผ่า ส่งผลให้แอลพีจีหายไป7หมื่นตัน/เดือน
กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันนัดถก19 ส.ค. รับมือป้องกันแอลพีจีขาดแคลน หลังโรงแยกก๊าซฯปตท.ฟ้าผ่า ส่งผลให้แอลพีจีหายไป7หมื่นตัน/เดือน
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม รักษาการผู้อำนวยการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) หรือ สบพ. เปิดเผยภายหารือร่วมกับโรงกลั่นน้ำมัน กรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ของปตท. เกิดอุบัติเหตุฟ้าผ่าที่อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนจากไอเสียเครื่องยนต์ จนไม่สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการปริมาณก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ให้เพียงพอในประเทศ โดยขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันจัดสรรแอลพีจีให้กับภาคครัวเรือน ขนส่ง และอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งจะมีการสรุปแนวทางร่วมกันอีกครั้งวันที่ 19 ส.ค.
ทั้งนี้ การหยุดเดินเครื่องของโรงแยกก๊าซฯ ทำให้ปริมาณแอลพีจีหายไปจากระบบเดือนละ 7-7.5 หมื่นตัน ของกำลังการผลิตรวม 3 แสนตันต่อเดือน ซึ่งกำลังการผลิตส่วนใหญ่มาจากโรงแยกก๊าซฯและอีกส่วนหนึ่งมาจากโรงกลั่นน้ำมัน สำหรับการจัดหาแอลพีจีมาชดเชยส่วนที่หายไปนั้น ให้ไปพิจารณาลดการใช้แอลพีจีในภาคปิโตรเคมีเพื่อนำแอลพีจีส่วนนั้นมาป้อนให้กับภาคครัวเรือน โดยให้โรงงานปิโตรเคมีไปใช้แนฟทาแทน ขณะเดียวกันในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันให้ไปพิจารณานำน้ำมันดิบที่สามารถผลิตแอลพีจีที่เพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบัน
“ปริมาณการนำเข้าแอลพีจีที่เพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแน่นอน ซึ่งปัจจุบันแอลพีจีราคาตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 835 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนปตท.จะต้องเข้ารับผิดชอบภาระตรงนี้ในฐานะที่เป็นต้นเรื่องหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวคงต้องมีการหารือกันอีกครั้ง“ นายชายน้อย กล่าว
ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณแอลพีจีในประเทศ ซึ่งจำนวนแอลพีจีที่หายไปจากระบบ 7.5 หมื่นตัน ทางปตท.ได้ขออนุญาตเพิ่มสัดส่วนการนำเข้ามา 4 หมื่นตัน ส่วนที่เหลืออีก 3.5 หมื่นตัน จะดึงจากภาคปิโตรเคมีมาทดแทน
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ปตท. และในฐานะประธานกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน จะมีการหารือในวันที่ 19 ส.ค. นี้ ซึ่งในหลักการพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่จะใช้ในรูปแบบใดนั้นคงต้องไปหารือกันก่อน โดยกรณีที่จะนำน้ำมันดิบมาผลิตเป็นแอลพีจีให้เพิ่มขึ้นนั้น ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการปรับกระบวนการกลั่น และการจัดซื้อน้ำมันดิบที่ตรงสเปคกับความต้องการแอลพีจีที่เพิ่มขึ้น
สำหรับผลกระทบต่อรายได้ของ ปตท.นั้น มี 2 ส่วน คือ ด้านทรัพย์สินและโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการประเมินว่าจะกระทบรายได้จากการหยุดเดินเครื่อง 3-5 เดือนมากน้อยขนาดไหน โดยทั้ง ปตท. และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (พีทีทีจีซี) มีประกันอุบัติเหตุและประกันการสูญเสียรายได้ ซึ่งน่าจะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า เป็นโชคร้ายของ ปตท. เพราะการที่โรงแยกก๊าซฯ 5 หยุดผลิต ซึ่งมีระบบป้องกันฟ้าผ่าเป็นอย่างดี แต่วันที่เกิดเหตุฟ้าผ่าลง 2 ครั้ง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก จึงหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ขณะนี้ ปตท.กำลังเร่งรัดพิจารณาว่าจะซ่อมแซมให้โรงแยกก๊าซฯ กลับมาเดินเครื่องผลิตเร็วที่สุด
นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า การหยุดเดินเครื่องโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 5 เนื่องจากอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนจากไอเสียเครื่องยนต์ (Waste Heat Recovery Unit : WHRU)ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุฟ้าผ่าว่า ในค่ำวันที่ 13 ส.ค. 2556 เกิดฝนตกฟ้าคะนองอย่างหนักต่อเนื่องในจ.ระยอง จนเมื่อเวลา 00.34 น. ของวันที่ 14 ส.ค. 2556 ได้เกิดเหตุฟ้าฝ่าลงมาที่สายล่อฟ้าบนหอระบายความร้อน (stack) ที่เป็นจุดสูงสุดในพื้นที่โรงแยกก๊าซฯ มีความสูงประมาณ 135 เมตร และติดตั้งบนปล่องระบายไอเสียของ WHRU ส่งผลให้อุปกรณ์ WHRU ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบพื้นที่ และสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด สำหรับสาเหตุของความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโรงแยกก๊าซฯเกิดเหตุฟ้าผ่าหลายครั้ง แต่ปตท.ก็มีระบบป้องกันที่รัดกุม มีทั้งสายล่อฟ้า สายดิน และอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐาน แต่ครั้งนี้ถือว่าฟ้าผ่าแรงมากซึ่งต้องมาหาสาเหตุกันว่าทำไมฟ้าผ่าครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์การผลิตของโรงแยกก๊าซฯได้ และคงเป็นบทเรียนสำคัญ เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุนี้มาก่อน
“ในช่วงที่โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 5 หยุดเดินเครื่อง ทำให้ปริมาณแอลพีจีที่ ผลิตได้ลดลงไป ประมาณ 2,500 ตันต่อวัน โดย ปตท. จะบริหารจัดการในการจัดหา และการผลิตอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้แอลพีจี เป็นเชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม”นายชาครีย์ กล่าว







