
อัด1.8แสนล.ฟื้นฟูน้ำท่วมดึงทุนอยู่ต่อ
อุตฯ ฟื้นฟูน้ำท่วม 1.87 แสนล้าน ชี้ส่วนใหญ่มั่นใจอยู่พื้นที่เดิม ด้านอุตฯ รถยนต์ชี้ส่งออกยังฉิว ยานยนต์รับส่งเสริมสูงอิเล็กทรอนิกส์ สุด
อุตฯ ฟื้นฟูน้ำท่วม 1.87 แสนล้าน ชี้ส่วนใหญ่มั่นใจอยู่พื้นที่เดิม ด้านอุตฯ รถยนต์ชี้ส่งออกยังฉิว ยานยนต์รับส่งเสริมสูงอิเล็กทรอนิกส์ สุด
นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย ครั้งที่ 13 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 127.30 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปในการประชุมอนุมัติ 12 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมเพื่อลงทุนฟื้นฟูกิจการในพื้นที่ 6 นิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี ได้รับส่งเสริมทั้งหมด 327 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 1.87 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.โครงการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย 255 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 1.49 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่คือ 235 โครงการ หรือ 92% เลือกลงทุนในพื้นที่เดิม ส่วนที่เหลือย้ายไปตั้งพื้นที่ใหม่ ซึ่งกระจายในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดลำพูน จังหวัดขอนแก่น จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ
2.โครงการการลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี มีได้รับส่งเสริมรวม 72 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 3.74 หมื่นล้านบาท โดย 36 โครงการ ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.64 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นการลงทุนในเขตอุตสาห กรรมนวนคร จ.ปทุมธานี 19 โครงการ มูลค่าลงทุน 6.02 พันล้านบาท
“อุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมฯ เพื่อลงทุนฟื้นฟูจากน้ำท่วมมากที่สุด คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ 8 หมื่นล้านบาท ตามด้วยกลุ่มยานยนต์ 3.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่กลุ่มลงทุนใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และ 6,600 ล้านบาท ตามลำดับ” นายประเสริฐ กล่าว
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่า 255 โครงการ สามารถกลับมาดำเนินการผลิตเกือบเต็มกำลังการผลิตแล้ว ส่วนโครงการใหม่ที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ใน จ.ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้ การให้บีโอไอใน 2 จังหวัดที่ถูกน้ำท่วมยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกให้การส่งเสริมในจ.ปทุมธานี 31 โครงการ มูลค่าลงทุน 6.71 พันล้านบาท และ34 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.41 หมื่นล้านบาท ในจ.พระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ การเลือกลงทุนในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อการให้ความช่วยเหลือของรัฐ เพราะนอกจากโครงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแต่ยังมีโครงการลงทุนใหม่ด้วย เห็นได้จาก
หมดรถยนต์คันแรกไฟแนนซ์เข้มปล่อยสินเชื่อกดยอดขายรถในประเทศต่ำกว่าแสนคันในรอบ 1-5 เดือน เผยลูกค้ากู้ไม่ผ่านกว่า 30% จากปกติไม่ผ่านอยู่ 10-20% สอท. กัดฟันคงเป้าผลิตทั้งปี 2.55 ล้านคัน ปรับแผนหันส่งออกเพิ่ม
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เดือน ก.ค. 2556 เป็นเดือนแรกในรอบ 15 เดือน นับแต่มีโครงการรถคันแรกที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 แสนคัน โดยอยู่ที่ 9.82 หมื่นคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 25.4% และลดจากเดือน มิ.ย. 7.33% เนื่องจากหมดโครงการรถคันแรกและไฟแนนซ์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้“ตอนนี้พบว่าไฟแนนซ์เข้มงวดมากขึ้นจากปกติที่ยอดปฏิเสธการให้สินเชื่ออยู่ที่1020% แต่พบว่าตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ค่ายรถจัดโปรโมชั่นดาวน์ต่ำ 510% ผู้ซื้อจึงขอสินเชื่อสูงทำให้ไฟแนนซ์ค่อนข้างระมัดระวัง”
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับ การผลิตรถยนต์เดือนก.ค.อยู่ที่ 2.01 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6.45% และลดลงจากเดือนมิ.ย. 7.21% ขณะที่ยอดผลิต 7 เดือนแรกอยู่ที่ 1.54 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 20.82%
ทั้งนี้ รถกระบะ1 ตัน เป็นกลุ่มที่มีการผลิตสูงสุด โดย เดือน ก.ค. ผลิตอยู่ 1.08 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว10.5% มีการผลิตใน 7 เดือนแรกอยู่ที่ 8.27 แสนคัน เท่ากับ 53.66% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.11%
ส่วนรถยนต์นั่งเป็นกลุ่มที่มีการผลิตสูงสุด โดยเดือนก.ค. ผลิตอยู่ 8.79 หมื่นคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 4.37% และมีการผลิตใน 7 เดือนแรกอยู่ 6.80 แสนคัน ซึ่งคิดเป็น 44.08% ของการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 50.94% เนื่องจากไตรมาสแรกของปีที่แล้ว โรงงานผลิตรถยนต์บางแห่งยังกลับมาผลิตได้ไม่เต็มที่
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการผลิตใน 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค.) ส.อ.ท. คาดว่าการผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 6.18 แสนคัน เทียบกับยอดการผลิตจริงในเดือนพ.ค.ก.ค. ที่ 6.50 คัน หรือลดลง 4.89% และลดลง11.52% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว
นอกจากนี้ การที่ยังคงการผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนคันต่อเดือนทำให้ ส.อ.ท. ยังคงประมาณการผลิตรถยนต์ทั้งปี 2556 ที่ 2.55 ล้านคัน ปรับประมาณการการผลิตเพื่อขายในประเทศปีนี้ลดลงจาก 1.45 ล้านคัน เหลือ 1.40 ล้านคัน และเพิ่มการผลิตเพื่อส่งออกจาก 1.10 ล้านคัน เป็น 1.15 ล้านคัน ทั้งนี้เนื่องจากตลาดส่งออกยังเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโอเชียเนีย เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งตลาดเอเชีย และตะวันออกกลาง และยังคงประมาณการผลิตรถยนต์ทั้งปี 2556 ที่ 2.55 ล้านคัน
สำหรับมูลค่าการส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่รวมทั้งส่วนรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ เดือนก.ค. อยู่ที่ 6.05 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว11.08% ขณะที่มูลค่าส่งออก 7 เดือนแรกอยู่ที่ 4.14 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 5.89%
ล้านค1.54 ล้านคัน เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 6.23 แสนคัน
ทั้งนี้ ตลาดที่มีการส่งออกยานยนต์ของไทยไปและขยายตัวค่อนข้างสูงคือใน โดยพบว่ามีการเติบโตอยู่ 44% โดยไทยมีการส่งออกไปประเทศกลุ่มนี้อยู่ 26% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่เอเชียยังขยายตัวดีมีการส่งออกอยู่ 28.25% ของการส่งออกทั้งหมด กลุ่มตะวันออกกลางไทยส่งอกอไป 21.56% ของการส่งออกทั้งหมด และกลุ่มตะวันออกกลางไทยส่งอกอไป 21.56 28.25่อเนื่อง โดยคาดว่าเดือนศง๕ง นี้จะเพิ่มมาอยู่ที่ 43
“ในครึ่งปีแรกการผลิตรถยนต์ยังเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศ 60% ส่งออก 40% แต่คาดว่าในช่วงที่เหลือสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเดือนส.ค. นี้จะเพิ่มมาอยู่ที่ 43%”
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 2.01 แสนคันในเดือน ก.ค. เป็นการผลิตเพื่อส่งออกอยู่8.26 หมื่นคัน ผลิตเพื่อขายในประเทศ 1.19 แสนคัน หรือ 40.98 % และ 59.02% ของยอดการผลิตทั้งหมดตามลำดับ ขณะที่ 7 เดือนแรกที่ผลิตอยู่ก ส.อ.ท. และผลิตเพื่อขายในประเทศ 9.20 แสนคัน หรือ 40.38% และ 59.62% ของยอดการผลิตทั้งหมด ตามลำดับ







