
อัด200กิจกรรมดันส่งออก
เรียกประชุมทูตพาณิชย์จี้ยอดการค้ากางแผนที่โฟกัส50ประเทศบุกปีหน้า
เรียกประชุมทูตพาณิชย์จี้ยอดการค้ากางแผนที่โฟกัส50ประเทศบุกปีหน้า
พาณิชย์ฮึดเรียกประชุมทูตการค้า อัด 200 กิจกรรมดันส่งออกปลายปี พร้อมโฟกัส 50 ตลาด
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย. จะประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก 62 แห่ง เพื่อพิจารณาสถานการณ์การส่งออกช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมทั้งกลยุทธ์และมาตรการผลักดันการส่งออก รวมทั้งรับฟังนโยบายการทำงานจากนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เบื้องต้น ยังยืนยันเป้าหมายให้การส่งออกขยายตัว 77.5% มูลค่า 2.45-2.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ภาคเอกชน
ทั้งนี้ จะเร่งผลักดันการส่งออกช่วงที่เหลือของปีนี้ให้ขยายตัวมากขึ้น โดยมีมาตรการกระตุ้นรอบทิศทาง เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค.ไปจนถึงสิ้นปี ด้วยกิจกรรมมากกว่า 200 กิจกรรม เช่น การจัดไทยแลนด์ วีก โรดโชว์ การบุกเคาะประตูบ้าน การเชิญผู้ซื้อมาซื้อสินค้าถึงในไทย โดยเฉพาะผู้ซื้อรายใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีแผนช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ผ่านโครงการเอสเอ็มอี โปรแอคทีฟ ที่ขณะนี้มีเงินอยู่ 300 ล้านบาท สำหรับใช้ 3 ปี โดยจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการผลักดันให้เอสเอ็มอีส่งออก ซึ่งขอยืนยันว่าทุกสมาคมที่มีอยู่ในไทยมีโอกาสที่จะขอสนับสนุนเงินช่วยเหลือเพื่อการส่งออก และพร้อมที่จะเพิ่มวงเงินหากต้องการเพิ่ม
ขณะเดียวกัน กรมมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางการส่งออกผ่านมาร์เก็ตติ้ง ออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ www.thaitrade.com ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ขายจาก 7,000 ราย เป็น 1.5 หมื่นรายในปีนี้ และผลักดันให้ผู้ขายในเว็บไซต์มีการส่งออกได้มากกว่า 100 ราย
การประชุมทูตพาณิชย์ครั้งนี้ จะวางแผนการทำงานเพื่อผลักดันการส่งออกสำหรับปี 2557 เพื่อผลักดันให้การส่งออกสินค้าไทยมีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้แนวโน้มของโลกเปลี่ยนไปทั้งในแง่บวกและลบ แง่บวกคือมีการขยายตัวทางด้านเทคโนโลยีสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกก็อยู่ในภาวะซบเซา การจะผลักดันให้การส่งออกจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
สำหรับแผนในการผลักดันการส่งออก กรมฯ จะเน้นโฟกัสเป็นรายภูมิภาค รายประเทศ และรายสินค้าให้มากขึ้น โดยกำหนดประเทศเป้าหมายไว้ประมาณ 50 ประเทศ และให้ความสำคัญกับอาเซียนมากที่สุด รองลงมา คือ อาเซียนพลัส ซึ่งจะเน้นประเทศที่เป็นคู่เจรจาของอาเซียน ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมไปถึงตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก
“จะกำหนดเลยว่าแต่ละภูมิภาค จะเลือกประเทศไหนบ้าง สินค้าอะไร เพราะคงเน้นทุกประเทศไม่ได้ ต้องเลือกให้ชัดๆ ดูความเป็นไปได้ ดูความเสี่ยง ถ้าประเทศไหนมีโอกาส รัฐจะบุกเบิกให้ก่อน ยิ่งถ้าเอกชนไม่กล้า เราต้องนำ จะช่วยให้เจาะตลาดได้ดีขึ้น” นางศรีรัตน์ กล่าว







