
ดึงเงินกู้นอกระบบมากระตุ้นเศรษฐกิจ
คลังจุดพลุเปิดให้นิติบุคคลปล่อยกู้ให้รายย่อย 35 หมื่นบาท ดึงเงินนอกระบบมากระตุ้นเศรษฐกิจ
คลังจุดพลุเปิดให้นิติบุคคลปล่อยกู้ให้รายย่อย 35 หมื่นบาท ดึงเงินนอกระบบมากระตุ้นเศรษฐกิจ
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมติคณะรัฐมนตรี โดยจะมีการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ขึ้นมาอยู่ในระบบและลดภาระให้กับประชาชน โดยเชื่อว่าน่าจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือนนี้
นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ระยะยาวนั้น จะเสนอให้บริษัทจำกัด นิติบุคคลทั่วไปสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนได้ตั้งแต่ 35 หมื่นบาท ในอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีได้ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ แต่อัตราดอกเบี้ยจะมีเพดานเท่าใดนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดว่าห้ามเกินเท่าไหร่หรือไม่
ผู้อำนวยการ สศค. ชี้แจงว่า การเปิดทางให้นิติบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้บุคคลธรรมดาได้จะต้องอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) เพื่อให้การดำเนินงานทำได้รวดเร็วกว่าปกติ โดยที่ไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ แต่นิติบุคคลที่จะปล่อยกู้ให้กับประชาชนจะไม่สามารถระดมเงินฝากจากประชาชน เหมือนกับสถาบันการเงินทั่วไป
“การให้นิติบุคคลปล่อยกู้ได้ จะทำให้ประชาชนไม่ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบซึ่งมีการเก็บดอกเบี้ยรายวันในอัตราที่สูงอีกต่อไป และยังทำให้ผู้ที่ปล่อยกู้นอกระบบกล้าที่จะเข้ามาอยู่ในระบบ เพราะการให้แรงจูงใจด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่า 15% ก็เท่ากับเป็นการเปิดกว้างให้คิดตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันก็ปล่อยกู้และคิดอัตราดอกเบี้ยเกิน 15%” นายสมชัย กล่าว
นอกจากนี้ นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายการทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว อยู่ระหว่างการให้สภาพิจารณา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการกำกับดูแลเจ้าหนี้ ให้ทวงถามติดตามลูกหนี้อย่างเป็นธรรม ไม่เกิดกรณีโหดร้ายหรือมีการประจานให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นเหมือนในปัจจุบัน
สำหรับการแก้ไขหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทางกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของแต่ละหน่วยงานทั้ง ธปท. สำนักงานสถิติแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่ตรงกัน แต่เบื้องต้นเชื่อว่าหนี้ครัวเรือนยังไม่มีปัญหา สามารถจัดการได้แม้ว่าพุ่งสูงขึ้นก็ตาม เพราะรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้หนี้เสียของสถาบันการเงินก็อยู่ระดับต่ำที่ไม่เกิน 2% ของหนี้ทั้งระบบเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละ 1% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มจากเดิม 44.5% เป็น 55.5%







