posttoday
การเสพติดเงินราคาถูก:แก้นิสัยอย่างไรเมื่อนโยบายQEกำลังจะสิ้นสุด

การเสพติดเงินราคาถูก:แก้นิสัยอย่างไรเมื่อนโยบายQEกำลังจะสิ้นสุด

13 สิงหาคม 2556

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล, CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย [email protected]

โดย...ธีระ ภู่ตระกูล, CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย [email protected]

คนที่มีอาการเสพติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การเสพติดไม่ใช่เกี่ยวกับวัตถุ อาทิ ยาเสพติดหรือเหล้าเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพติดสิ่งที่เป็นเพียงนามธรรม อาทิ การพนันหรือเงินราคาถูก ด้วยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรโลกได้พึ่งพาเงินราคาถูกจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและโครงการซื้อพันธบัตรเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารกลางใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่เรียกว่า Quantitive Easing (QE)

หลังจากที่เราเริ่มจะเห็นการฟื้นตัวในเศรษฐกิจสหรัฐ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ ได้กล่าวเตือนให้นักลงทุนทราบเป็นครั้งแรก ว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจเริ่มลดบทบาทของมาตรการคิวอี (QE) ในช่วงสิ้นปีนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการลดอัตราว่างงานต้องดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผมคิดอยู่เสมอว่าการประกาศดังกล่าวน่าจะเป็นข่าวดี เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มฟื้นตัวแล้ว เปรียบเสมือนคนไข้มีอาการดีพอที่จะย้ายออกจากห้อง ICU ได้ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากบางครั้ง แต่ก็ยังเป็นตัวบ่งชี้ที่เราต้องรับฟัง มิ.ย.เป็นเดือนที่แย่มากสำหรับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเงินบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถอนทุนของนักลงทุนต่างชาติออกจากภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแถลงการลดมาตรการคิวอี

ในความเป็นจริงเราไม่ควรจะต่อว่านักลงทุนเพราะวัตถุประสงค์หลักของมาตรการคิวอี คือการดันให้หลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้น พันธบัตร ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกันนี้เราทุกคนก็ทราบกันดีว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่มาจากการไหลเข้าของเงินเก็งกำไรที่เรียกว่า “เงินร้อน” ไม่ใช่ผลผลิตและรายได้จริงของบริษัทที่เป็นตัวดันให้ราคาเพิ่มขึ้น ไม่ช้าก็เร็วกลไกราคาก็จะปรับตัวไปสู่สภาพที่แท้จริงและเมื่องานสังสรรค์ได้จบลงแล้ว ก็คงไม่มีอะไรที่จะดึงดูดให้นักลงทุนอยู่ในภูมิภาคนี้ต่อไป เหมือนกับสำนวนที่ว่า มาง่าย ก็ไปง่าย

มุมมองของผมเกี่ยวกับสถานการณ์เทขายหลักทรัพย์ในเดือนที่ผ่านมา ก็จะเหมือนกับช่วงที่ผู้เสพติดต้องการที่จะเลิกยาหรือเหล้า มักจะมีอาการถอนยา (Withdrawal Symptoms) และอาการดังกล่าวจะมีความผันผวนอยู่มาก ในระยะสั้นคุณต้องเตรียมรับความผันผวนดังกล่าว ซึ่งก็จะผ่านพ้นไปในที่สุด และทุกอย่างก็จะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ในทางหนึ่งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นถือว่าเป็นข่าวดีมาก เพราะเราจะสามารถกลับเข้าสู่โลกของความเป็นจริง ที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ต่างๆ จะไม่ถูกบิดเบือนโดยธนาคารกลางอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนหลายคนไม่สามารถรับสภาพการขึ้นลงอย่างรุนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ ทำให้มีการมองว่าการถือเงินสดเป็นการผ่อนปรนความเสี่ยง การเพิ่มปริมาณเงินสดในพอร์ตของคุณดูราวกับว่าเป็นความคิดที่ดีในช่วงที่มีความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง แต่การกระทำดังกล่าวก็ย่อมมีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ เงินสดจะมีผลประโยชน์ติดลบหลังหักอัตราเงินเฟ้อและภาษี ผลการดำเนินในอดีตไม่สามารถเป็นตัวรับรองผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่ผมสามารถยืนยันได้ว่า การถือเงินสดไว้มากเกินไปเป็นการกระทำที่จะลดกำลังซื้อในระยะยาว เมื่อเปรียบเทียบกับการถือหุ้นและพันธบัตร

โดยทั่วไปแล้วการปรับตัวของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหนึ่งปี ถึงแม้ว่าประสบการณ์นี้จะเจ็บปวดมาก แต่การปรับสภาพดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผ่านมาการปรับลดราคาของตลาดหุ้นในอัตราร้อยละ 5 หรือมากกว่า จะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 3.5 ครั้งต่อปี และการปรับลดราคาในอัตรา ร้อยละ 10 หรือมากกว่า จะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละครั้ง หากพอร์ตของคุณมีความหลากหลายเพียงพอในการกระจายความเสี่ยง คุณควรจะมุ่งลงทุนในระยะยาวและมีวินัยในการใช้ Dollar Cost Averaging

ลองคิดว่าการปรับลดราคาในตลาดหุ้นเปรียบเสมือนเป็นช่วงเทศกาลลดราคาในห้างสรรพสินค้า ถ้าผมจำไม่ผิด ห้างเซ็นทรัลและเอ็มโพเรียมจะจัดเทศกาล Midnight Sale ประมาณ 3-4 ครั้งในแต่ละปี และจะมีการลดราคาครั้งใหญ่ หรือ Mega Sales ปีละครั้ง และทุกครั้งที่มีเทศกาลลดราคาดังกล่าว ผมมักจะหาสินค้าได้ในราคาที่ถูกมาก ซึ่งก็คล้ายกับการลงทุนในหุ้นยุคนี้ คุณสามารถซื้อหุ้นของบริษัทเดิมในราคาที่ถูกลง!

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่