
แนวโน้ม...ค่าบาทแข็ง
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้อาจมีโอกาสแข็งค่ามากขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังจากสถานการณ์การเมืองในประเทศผ่อนคลายลง เนื่องจากสัปดาห์ก่อนมีแรงเทขายเงินบาทมากเกินไป
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองว่าสัปดาห์นี้อาจมีโอกาสแข็งค่ามากขึ้นจากสัปดาห์ก่อน หลังจากสถานการณ์การเมืองในประเทศผ่อนคลายลง เนื่องจากสัปดาห์ก่อนมีแรงเทขายเงินบาทมากเกินไป
นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกและการนำเข้าเดือน ก.ค.ของจีนออกมาดีเกินกว่าคาดการณ์ โดยการส่งออกขยายตัว 5.1% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และการนำเข้าขยายตัว 10.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้ส่งผลต่อแนวโน้มที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยในฐานะที่จีนเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่
อย่างไรก็ตาม เงินบาทอาจได้รับแรงกดดันจากการที่ตลาดเริ่มพูดคุยเรื่องการชะลอมาตรการ QE จากทางเฟดอีกครั้ง หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ผ่านมาส่วนมากออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยประธานเฟดสาขาแอตแลนตา เดนนิส ล็อกฮาร์ต ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่มาตรการ QE จะถูกปรับลดลงในเดือน ก.ย.อย่างเร็วที่สุด แต่ก็มีโอกาสล่าช้าหากเศรษฐกิจขยายตัวช้ากว่าที่คาดไว้
นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขาชิคาโก ชาร์ลส์ อีแวนส์ ยังระบุว่า มีการพัฒนาที่ดีในตลาดแรงงาน ทำให้มีความเป็นไปได้ในการชะลอ QE ในเดือน ก.ย.
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนและประเทศที่พัฒนาแล้วออกมาดี จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว การส่งออกของสหรัฐปรับตัวขึ้น 2.2% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และการนำเข้าที่ลดลงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานที่น้อยลง ส่งผลให้การขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3.42 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี จึงเป็นการสนับสนุนแนวโน้มการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจในยูโรโซนก็ส่งสัญญาณการฟื้นตัวเช่นกัน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ที่รวมทั้งภาคการผลิตและบริการ ปรับขยายตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ม.ค. 2555 โดยอยู่ที่ 50.5 (ระดับที่สูงกว่า50แสดงถึงการขยายตัว) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีที่ขยายตัวในเดือนมิ.ย.จากที่หดตัวในเดือนก่อนหน้า และ คำสั่งซื้อภาคโรงงานของเยอรมนีเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 8 เดือน
สำหรับภาวะของหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกู้ตลาดแรกมีการเสนอขายกลุ่มอาหาร อันดับเครดิต A อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย4% จำนวน 1 พันล้านบาท และ หุ้นกู้กลุ่มการเงิน อันดับเครดิต A+ อายุ 10 ปี และ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.85%-4.95% จำนวน 1.4 พันล้านบาท เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ หุ้นกู้ตลาดรองที่มีปริมาณซื้อขายกันมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นกลุ่มอายุประมาณ 6 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.85%
ค่าเงินบาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ระดับ 31.05 โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.14-31.48 เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าและอยู่ในกรอบที่แคบกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.05-31.42 ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลง ตามปัจจัยทางการเมืองที่รุมเร้าและส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่ลดลงของนักลงทุน
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยที่สำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับตัวลดลงในเดือน ก.ค. ไปสู่ระดับ 80.3 จาก 81.6 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจมีผลต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน
แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในสหรัฐที่รายงานเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้คนเริ่มสงสัยว่าเมื่อใดเฟดจะชะลอมาตรการ QE แต่ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขด้านการค้าระหว่างประเทศในเดือน มิ.ย. ตลอดจนดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อนอกภาคการผลิตต่างก็บ่งชี้ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐ ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐต่อบาท อยู่ที่ระดับ 31.20
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3273 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.3231-1.3400 เงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้วันศุกร์ที่ผ่านมาสะท้อนจากตัวเลขดัชนีPMIและยอดค้าปลีกสำหรับเดือนมิ.ย.ในยูโรโซน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนี และจีดีพีในอิตาลี ที่ปรับตัวดีขึ้น บ่งชี้ถึงการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ7สัปดาห์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก แม้ว่าตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะออกมาดีก็ตาม ยูโรต่อเหรียญสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.3382
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 96.57 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 95.79-99.15 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐปรับอ่อนค่าลงหลังสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือน ก.ค.ที่ออกมาต่ำกว่าคาด
นอกจากนี้ เงินเยนแข็งค่าขึ้นตามดัชนีนิกเกอิปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนทำกำไรหลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีดตัวขึ้นในสัปดาห์ก่อนหน้า เงินเยนยังปรับแข็งค่าต่อเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ หลังจากที่บีโอเจมีมติคงนโยบายการเงินไว้เช่นเดิม ในขณะเดียวกันนักลงทุนกลัวความเสี่ยงน้อยลงและขายเงินดอลลาร์ออกมาหลังจากที่จีนรายงานตัวเลขการส่งออกและนำเข้าที่แข็งแกร่งในเดือนก.ค. ทำให้วันศุกร์ที่ผ่านมาเยนต่อเหรียญสหรัฐอยู่ที่ระดับ 96.54







