
คลังการันตีอุ้มชู2แบงก์รัฐ
อารีพงศ์ยันเร่งฟื้นฟูให้เป็นปกติโดยเร็วส่งซิกดูแลแบงก์อื่นให้เข้มแข็งรับเออีซี
อารีพงศ์ยันเร่งฟื้นฟูให้เป็นปกติโดยเร็วส่งซิกดูแลแบงก์อื่นให้เข้มแข็งรับเออีซี
ปลัดคลังการันตีต้องดูแล 2 แบงก์รัฐให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมดูแลในการเปิดตลาดเสรี
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่องการคุ้มครองเงินฝาก และการกำกับดูแลสถาบันการเงินว่า ในส่วนของธนาคารภาครัฐ ที่ทางกระทรวงการคลังทำหน้าที่กำกับดูแลอยู่นั้น แม้ในปัจจุบันจะมี 2 ธนาคารที่มีปัญหา คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) แต่ทางภาครัฐจะพยายามเร่งแก้ไขฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะมีการกำกับดูแลธนาคารรัฐอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต เนื่องจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้มีคนสนใจเข้ามาลงทุนเพื่อรองรับการเปิดเสรีมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการปรับตัวของภาคสถาบันการเงินในระยะต่อไปค่อนข้างมาก จึงต้องดำเนินการวางแผนให้รอบคอบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของสถาบันการเงิน ซึ่งหากดูได้จากตัวเลขในปัจจุบัน ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมาก และยังคงมีศักยภาพในการทำกำไรสูง ฉะนั้นในระยะต่อไปน่าจะดูแลเรื่องความมั่นคงในอนาคต
ทั้งนี้ ธนาคารรัฐทั้งสองแห่งมีหนี้เสียจากการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลร่วม 8 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารอิสลามฯ เสนอขอเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังอีก 6,000 ล้านบาท ก่อนสิ้นปี ทำให้กระทรวงการคลังต้องหาเงินมาใส่ราว 3,000 ล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ขอเพิ่มทุนอีก 3,000-6,000 ล้านบาท
สำหรับสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น ในขณะนี้ได้จัดตั้งขึ้นและมียอดการคุ้มครองต่อบัญชีอยู่ที่ 50 ล้านบาท แต่ในปี 2559 นี้ จะมีการทยอยปรับลดวงเงินการคุ้มครองลง เหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชี ซึ่งในปัจจุบันมี 63 ล้านบัญชี คิดเป็น 98% ของบัญชีทั้งหมด คิดเป็นเงินฝากถึง 2 ล้านล้านบาท โดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีเงินกองทุนที่มีอยู่ 1 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ 23 แสนล้านบาท ในการดูแลทั้งระบบ
ดังนั้น จึงคุ้มครองได้เกือบทั้งหมด ซึ่งทางสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะได้รับเงินสมทบจากสถาบันการเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ในระยะต่อไปนั้น ควรพิจารณาให้มีความจำเป็นในการปรับลดอัตราเงิน รวมไปถึงการดูแลว่า ควรจะมีระบบเงินหมุนเวียนเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอต่อการรองรับ และดูแลระบบสถาบันการเงิน
นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐาน ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันเงินสำรองสภาพคล่องของสถาบันการเงินไทยแทบจะเรียกว่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไม่ว่า มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฯลฯ เพราะแม้กฎหมายกำหนดแค่ 6% ของเงินรับฝากแต่ส่วนใหญ่สำรองสูงกว่า 20% และที่สำคัญหากดูการจัดอันดับเครดิตผ่านบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก อย่าง ฟิทช์ เอสแอนด์พี มูดดีส์ หรือธนาคารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ต่างก็มองสถาบันการเงินไทยว่ามีความน่าเชื่อถือและมีฐานะแข็งแกร่ง เนื่องจากมีเงินกองทุนสูงและการกันสำรองเพื่อรองรับปัยหาที่อาจจะเกิดขึ้นสูง มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ต่ำ ขณะที่มีสภาพคล่องระบบสูงสามารถนำไปบริหารจัดการและหาผลตอบที่ดีได้อีกมาก จึงไม่น่าจะมีปัญหาให้ผู้ฝากเงินกังวลใจ







