
"น่าเชื่อถือและอดทน"ปัจจัยปั้นแบรนด์หรูที่จีนขาด
ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันดีในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกว่าจีนคือ ฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของแบรนด์ตะวันตกชื่อดังมากมายและหลากหลาย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันดีในแวดวงอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกว่าจีนคือ ฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญของแบรนด์ตะวันตกชื่อดังมากมายและหลากหลาย
ไล่เรียงตั้งแต่ไอแพดของแอปเปิล กระเป๋าของปราดา รองเท้าของไนกี้ ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ชิปคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรที่มีความซับซ้อนอย่างรถไฟความเร็วสูง ดาวเทียม และเกียร์รถยนต์
กระทั่งผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จีนไม่สามารถผลิตได้ ทว่า ศักยภาพข้างต้นกลับไม่ช่วยเสริมให้จีนสามารถปั้นแบรนด์หรูคุณภาพพรีเมียมให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้
เซี่ยงจิง และฉู่ กวงซี สองศิลปินนักปั้นชาวจีนเจ้าของผลงานสาวน้อยหูกระต่ายและเหล่าเทพธิดาในตำนานจีนรูปปั้นที่ระลึกยอดนิยม ซึ่งวางขายที่ร้านกิฟต์ช็อปในพิพิธภัณฑ์โกแกนไฮม์ นิวยอร์ก และห้างเลน ครอว์ฟอร์ด ในฮ่องกง แสดงความเห็นผ่านมุมมองผู้ประกอบการขนาดย่อมที่พยายามจะปั้นแบรนด์บริษัท เอ็กซ์+คิว ให้ติดตลาดว่า ปัญหาอันดับแรกสุดคือ การขาดแคลนผู้จัดหาวัตถุดิบ รวมถึงผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้ โดยไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ทั้งสองต้องทำลายรูปปั้นเกือบ 200 ตัว จากซัพพลายเออร์เจ้าประจำเพราะพบรอยร้าว จนทำให้การส่งสินค้าต้องล่าช้าออกไปถึง 3 เดือน
นอกเหนือจากความน่าเชื่อถือที่หาได้ยากแล้ว ผู้ประกอบการชาวจีนส่วนใหญ่ยังใจร้อนและขาดความอดทน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการก่อร่างสร้างฐานให้แบรนด์สินค้าติดตลาดยืนยาว
“ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่สนใจธุรกิจที่ต้องใช้เวลานานที่จะได้ตอบแทนสูงคืนกลับมา” กิลลอเม โบรคาร์ด ผู้ร่วมก่อตั้งและสร้างแบรนด์ฉีลี่ ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีหรูสัญชาติจีนที่เริ่มได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศมากขึ้น และเป็นพันธมิตรทางการค้าสำคัญกับเคอร์ริง ผู้ผลิตอัญมณีหรูของฝรั่งเศสกล่าว
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับ มิเกล กุตซาทส์ ผู้ช่วยคณบดีมหาวิทยาลัยเคดจ์ ในฝรั่งเศส และเป็นอาจารย์สอนความสัมพันธ์ ซึ่งระบุว่าเจ้าของกิจการชาวจีนส่วนใหญ่ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ตัวเองให้หรูติดตลาดให้ได้ภายใน 3 ปี ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว บรรดาสินค้าหรูยี่ห้อดังในปัจจุบันต่างใช้เวลาอย่างน้อย 15-30 ปี กว่าจะทำให้แบรนด์สินค้าเป็นที่รู้จักและทำให้ผู้บริโภคในตลาดเชื่อถือไว้วางใจ จนกลายเป็นความจงรักภักดีในตราสินค้านั้นๆ
“บรรดาบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดระดับบนล้วนให้ผลตอบแทนสูง โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 25% เพียงแต่การผลิตไม่ได้เน้นที่ปริมาณ และใช้เวลาหลายปีในการสร้าง” กุตซาทส์ กล่าว
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เจ้าของกิจการชาวจีนมักไม่ค่อยตระหนักหรือคำนึงถึงเท่าไรนักคือ การเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับลูกจ้างแรงงาน
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจโรแลนด์เบเยอร์ ของเยอรมนี ระบุว่า อัตราการเปลี่ยนงานของแรงงานจีนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 19% เมื่อเทียบกับเยอรมนีอยู่ที่ระดับ 5% ซึ่งหมายความว่าจีนเสียโอกาสที่จะพัฒนาทักษะความรู้ของแรงงานให้มีความเชี่ยวชาญชำนาญ โดยจะส่งผลต่อคุณภาพในการผลิตสินค้าอีกทอดหนึ่ง
เจียง เฉียงเอ๋อ ผู้ก่อตั้งชางเซียะ ผู้ผลิตเสื้อโค้ตแคชเมียร์ในตลาดระดับบน และเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของสินค้าหรูยี่ห้อแอร์เมสของฝรั่งเศส กล่าวชัดเจนว่า แรงงานมีฝีมือยังคงหาได้ในจีน ตราบใดที่เจ้าของกิจการมีความอดทนและจ่ายค่าแรงให้สมน้ำสมเนื้อกัน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์สรุปปิดท้ายว่า เมื่อกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด จะสร้างแบรนด์หรูให้แกร่งได้ย่อมอาศัยความอดทนและสั่งสมความน่าเชื่อถือให้มากที่สุดฉันนั้น เช่นกัน







