
จี้ต่างชาติลงทุนSMEเพิ่ม
อินเดียเล็งปรับกฎสัดส่วนเอฟดีไอค้าปลีกมุ่งเป้าเสริมแกร่งรายย่อยเติบโตยั่งยืน
อินเดียเล็งปรับกฎสัดส่วนเอฟดีไอค้าปลีกมุ่งเป้าเสริมแกร่งรายย่อยเติบโตยั่งยืน
อินเดียลุยขยายเพดานต่างชาติลงทุนรายย่อยเพิ่ม หวังช่วยหนุนรายย่อยโต
เค เอช มุนิยัปปะ รัฐมนตรีกระทรวงวิสาหกิจขนาดไมโคร ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (เอ็มเอสเอ็มอี) ของอินเดีย ประกาศสนับสนุนแผนการขยายกำหนดเพดานเงินลงทุนของบริษัทต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกจากเดิมที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 30 ล้านบาท) เป็น 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 60 ล้านบาท) ซึ่งเสนอโดยกระทรวงพัฒนาและส่งเสริมนโยบายอุตสาหกรรม เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดเล็กในประเทศสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายข้างต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการรออนุมัติเห็นชอบจากรัฐสภา นับเป็นการแก้ไขกฎหมายระเบียบการเปิดเสรีให้บริษัทลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรงในธุรกิจค้าปลีก (เอฟดีไอ) มีความเข้มงวดขึ้นอีกครั้ง ภายหลังก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียได้มีมติอนุญาตเมื่อปี 2554 ให้บริษัทลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสามารถถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกแบบหลายเครื่องหมายการค้า (มัลติ แบรนด์ รีเทล) ได้ 100% จากเดิมที่ให้ถือหุ้นได้เพียง 51% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ลงทุนจำเป็นต้องลงทุนด้านพัฒนาโรงงานและเครื่องจักรเพิ่มเติม 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ควบคู่กับการจัดหาสินค้าและวัตถุดิบราว 30% จากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กของอินเดีย
“ทางกระทรวงเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจรายย่อยสามารถเติบโตมากขึ้น” มุนิยัปปะ กล่าวในระหว่างพิธีเปิดตัวสำนักข่าวเคเอ็นเอ็น ซึ่งจะรายงานความเคลื่อนไหวของเอ็มเอสเอ็มอีในประเทศโดยเฉพาะ
กระนั้นก็ตาม การปรับกฎข้อบังคับดังกล่าวจะยิ่งสร้างความกดดันให้กับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำกิจการในอินเดีย ซึ่งหมายรวมถึงวอลมาร์ต บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ เทสโก้ และคาร์ฟูร์ ที่ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายข้อบังคับข้างต้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแม้ว่าวัตถุดิบของอินเดียจะมีคุณภาพดี แต่ทางบริษัทต่างชาติยังมีความต้องการที่จะนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตเช่นกัน







