
เศรษฐกิจผวาพิษการเมือง
ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเปิดสภาในเดือน ส.ค.นี้ กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะกระทบแผนการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นนักลงทุน
ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเปิดสภาในเดือน ส.ค.นี้ กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะกระทบแผนการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นนักลงทุน
ขนาด กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังออกมากล่าวว่า มีความเป็นห่วงโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท หากไม่สามารถดำเนินการได้จะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
“ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยากวิงวอนให้ท่านผู้นำทางความคิดทั้งหลาย หากจะมีความคิดเห็นทางการเมืองต่อสู้กันไปเถิด แต่อย่าให้มีแง่มุมทางเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลต่อความอยู่ดีกินดี การมีงานทำ มีผลต่อเรื่องรายได้ด้วย” กิตติรัตน์ กล่าว
ปัจจัยการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น นอกจากความล่าช้าจากโครงการลงทุนแล้ว ยังเป็นปัญหาความขัดแย้งจากการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม
ขนาด พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจัยทางการเมืองเริ่มมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ โดยหากจะดำเนินการใดเกี่ยวกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมก็ควรทำความเข้าใจกับสังคม และทุกฝ่ายจะต้องรับฟังซึ่งและกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายไม่ควรยึดถือมากเกินไปและควรดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามกรอบประชาธิปไตย และให้เกิดความสงบภายในประเทศ
ภาคเศรษฐกิจนั้น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดือน ส.ค.เป็นเดือนเดือดที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจติดหล่มได้ เนื่องเพราะเป็นห้วงของการเสนอร่างกฎหมายการเงินเข้าสภา ที่อาจนำมาซึ่งสถานะของรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลนำเสนอร่างกฎหมายนิรโทษฯ เข้าไปก่อนยิ่งฉุดหัวเชื้อให้รุนแรงขึ้น
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีหุ้นไทยคงจะย่ำฐานไม่ไปไหน เพื่อดูภาพให้ชัดเจนก่อนทั้งผลจากสถานการณ์การเมืองที่จะมีการนำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าพิจารณาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เดือน ส.ค.นี้ และผลจากเศรษฐกิจชะลอจะฉุดกำไรบริษัทลงมา
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า ประเด็นการเมืองจะเริ่มร้อนแรงมากขึ้นนับจากนี้ ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเปิดสภาสมัยสามัญที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค.นี้ อันเป็นผลมาจากวิปรัฐบาลเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้ามาพิจารณาในวาระแรก ขณะที่ให้ พ.ร.บ.งบประมาณ และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อยู่ในภาวะถัดไป
ขณะเดียวกัน คาดว่า การเคลื่อนไหวนอกสภาของกลุ่มการเมืองต่างๆ น่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มไทยสปริง กลุ่มกรีน และกลุ่มกองทัพประชาชนฯ
จึงมีการคาดการณ์ว่า ปัจจัยทางการเมืองจะสร้างแรงกดดันต่อทิศทางภาคเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งต้องดูท่าทีของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอย่างใกล้ชิดขึ้น เพราะอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดแรงขายกลับเข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง เช่นเดียวกับเรื่องเงินทุนไหลเข้าที่เริ่มกลับมาก็อาจชะลอตัวลงไป ตลาดหุ้นจึงหวั่นไหวแน่
ขณะที่ด้านเศรษฐกิจภาพรวมนั้น นายธนาคารต่างวิตกว่า ปัญหาว่าด้วยเรื่องการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่เข้าสู่สภาและการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อาจทำให้เศรษฐกิจติดกับดักได้
เพราะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ถือว่าทรุดต่ำอาจโตได้ไม่ถึง 4% การส่งออกทรุดหนัก กำลังซื้อหดหาย หากไร้ซึ่งการกระตุ้นโดยภาครัฐอาจสลบได้ จะไปหวังเงินลงทุนน้ำก็ชักช้าอืดอาด งบประมาณรายจ่ายและเงินกู้จึงเป็นยาชั้นดีที่จะดึงการลงทุนให้กลับคืนมา
หากเดินหน้าไม่ได้ก็ยุ่งแน่...







