
ชูนโยบายหนุนอุตฯ
สัปดาห์นี้มีประเด็นที่น่าสนใจ เริ่มจากกระทรวงอุตสาหกรรมชู 9 นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
สัปดาห์นี้มีประเด็นที่น่าสนใจ เริ่มจากกระทรวงอุตสาหกรรมชู 9 นโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพื่อเชื่อมโยงภายในกลุ่มประเทศสมาชิก และต่อยอดไปถึงประเทศอาเซียนบวก 3 และ 6
นโยบายแรก คือ การยกระดับเครือข่ายฐานการผลิตและการบริการและการตลาด สอง ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคให้สะดวกในการขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศสมาชิก สนับสนุนให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น สาม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สี่ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อเพิ่มคุณค่า คุณภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ให้หลุดพ้นจากการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม)
ห้า ยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถไปแข่งขันในเวทีโลกได้ หก สร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการมากขึ้น เจ็ด อุตสาหกรรมในอนาคตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับสังคมได้ แปด ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคทางการค้าการลงทุน และเก้า ส่งเสริมให้นักลงทุนไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยประเทศเป้าหมายคือ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย จีน และอินเดีย
ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยผลการศึกษา “ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยจากการรวมตัวของเออีซี” ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เพราะแม้การเปิดเออีซีจะส่งผลบวกให้มีการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มากขึ้น แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับเครือข่ายให้ได้ พร้อมกับแนะนำว่าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดผลกระทบจากความท้าทายด้านต่างๆ ห่วงโซ่ผลิตยานยนต์ในไทยต้องศึกษาช่องทางการลงทุนในเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะขั้นตอนที่ใช้แรงงานมาก รวมถึงเร่งสร้างยอดขายในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม และควรเตรียมความพร้อมไปสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นไปอีกขั้น
สอดคล้องกับ โตโยต้า ที่วางกลยุทธ์ให้ภูมิภาคเอเชียเป็นบ้านที่ 2 ในแง่การเป็นโรงงานและฐานการผลิตรถยนต์ รวมถึงจะปลุกปั้นให้ไทยเป็นฐานอาร์แอนด์ดีหลักของภูมิภาค สำหรับการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น โตโยต้าไม่ได้มองแต่ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเห็นลู่ทางในเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่สามารถเป็นฐานการผลิตซัพพลายเชนได้ในอนาคตด้วย
ด้านการปักธงของธุรกิจอาหารกระป๋องไทยในตลาดอาเซียน ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล ผู้สินค้าตราปุ้มปุ้ย พูดถึงวิธีการทำตลาดต่างประเทศว่า ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับสภาพตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภค บางประเทศต้องหาตัวแทนจำหน่าย ส่วนบางประเทศก็ส่งทีมงานไปทำตลาดเอง เช่น บรูไน ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงมาก ต้องการสินค้าคุณภาพดี มีความหลากหลาย ไม่เกี่ยงเรื่องราคา ด้านมาเลเซีย มีทั้งขายผ่านผู้แทนจำหน่าย และขายในศูนย์การค้า เป็นต้น ส่วนในอนาคต จะพยายามเจาะตลาดอาเซียนที่ยังมีสินค้าปุ้มปุ้ยน้อยอยู่ พร้อมกับรักษาตลาดและช่องทางใหม่ต่อไปในตลาดที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ด้านตลาดแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดงานที่อาจทำได้ พ.ศ.... ซึ่งมีสาระสำคัญคือช่วยปลดล็อกอาชีพสงวน 3 จาก 39 อาชีพ ภายใต้ พ.ร.ก.กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 ประกอบด้วย วิศวกร สถาปนิก และนักบัญชี ให้ชาวอาเซียนสามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานได้ในอนาคต
ฝั่งของการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแนวคิดยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐานอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของครู ซึ่งต่อไปอาจกำหนดให้ครูไทยต้องสามารถพูดภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียนได้อย่างน้อย 1 ภาษา เน้นโรงเรียนในจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศใกล้เคียง







