
ยกเครื่องประกันภาคสมัครใจ คิดเบี้ยตาม...คุณภาพรถ
ผลการศึกษาล่าสุดของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) ถึงโครงการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลทางเทคนิคของรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการรับประกันภัย
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
ผลการศึกษาล่าสุดของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) ถึงโครงการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลทางเทคนิคของรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการรับประกันภัย ที่ว่าจ้างโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและตื่นตัวในหมู่ผู้บริโภคและการรับประกันภัยของบริษัทประกันภัยมากขึ้น
เนื่องจากได้มีการจัดแบ่งกลุ่มรถยนต์ที่มีขายอยู่ในไทยใหม่เพิ่มเป็น 20 กลุ่ม จากเดิมมีเพียง 5 กลุ่มที่ใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการคิดค่าเบี้ยประกันรถกับลูกค้า ซึ่งได้ใช้กันมานานหลาย 10 ปีแล้ว
ผลการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์จากประเทศอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า รถยนต์บางรุ่นที่มีขายอยู่ในไทยและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนั้น มีความปลอดภัยน้อยมาก
อิทธิพล พุฒิโภคิน ผู้จัดการโครงการ บริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากจะพูดถึงเรื่องความปลอดภัยนั้น กรณีของรถยนต์ที่มีขนาดต่ำกว่า 1,600 ซีซี ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดนั้น จะเห็นภาพได้ชัดสุด เพราะมีเพียงยี่ห้อเชฟโรเลตและฟอร์ดเท่านั้น ที่มีระบบคานกันกระแทกเพื่อช่วยลดความเสียหายที่เกิดกับตัวรถและผู้โดยสาร
ส่วนยี่ห้ออื่นๆ นั้น มีเพียงแผงกันชนพลาสติกธรรมดาที่มาแปะติดอยู่เท่านั้น และบางยี่ห้อที่มีการทดสอบการชนด้วยความเร็วที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผลที่เกิดขึ้นแม้ดูจากภายนอกจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรมากนัก แต่เมื่อเปิดฝากระโปรงรถออกดูพบว่า ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อแชสซีเลยทีเดียว ซึ่งนั้นย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการรับประกัน ทำให้ค่าซ่อมแพงขึ้นและใช้เวลาซ่อมที่นานขึ้น เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้บริโภคทางอ้อม
ไพบูลย์ จิรายุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ทางสมาคมจะนำผลศึกษาทั้งหมดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนและธุรกิจประกันภัยได้รับทราบ เพื่อให้บริษัทประกันภัยมีข้อมูลทางเทคนิค ทั้งด้านความเสี่ยงภัยจากการโจรกรรม ความเสี่ยงจากขนาดของความเสียหายต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งของรถยนต์ใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถกำหนดราคาค่าเบี้ยประกันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีทั้งที่ปรับเพิ่มขึ้นหรือปรับลดลงก็ได้ และยังเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการเปิดเสรีเบี้ยประกันในอนาคตอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็หวังว่าผลศึกษาดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาปรับปรุงประสิทธิภาพ สมรรถนะ รวมถึงด้านระบบรักษาความปลอดภัยของรถ เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้ใช้งานมากขึ้น ไม่ใช่คำนึงถึงต้นทุนการผลิตเพียงเพื่อแข่งขันอย่างเดียว







