
ทางรอดอุตสาหกรรมข้าว
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สารพันปัญหาและข่าวลือต่างๆ ที่ถาโถมกับข้าวไทย ตั้งแต่การประกาศนโยบายรับจำนำที่มีปัญหามากมาย จนกระทั่งล่าสุดกับกรณีสารตกค้างในข้าวสารบรรจุถุงบางยี่ห้อ กระทบต่อความเชื่อมั่นของข้าวไทยและผู้บริโภค
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหาทางพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทยให้แข็งแกร่งระยะยาว โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดตัว “ระบบกำจัดมอดและด้วงงวงข้าวโดยใช้ก๊าซไนโตรเจน” ที่มีความปลอดภัยและมีความเป็นธรรมชาติ 100% สามารถนำมาใช้รมข้าว เพื่อทดแทนสารเมทิลโบรไมด์และฟอสฟีนที่เป็นสารเคมี และ สนช.กำลังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโรงสี ข้าวถุง หันมาใช้ก๊าซไนโตรเจนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ระบบการรมข้าวแบบใหม่โดยใช้ก๊าซไนโตรเจน ในต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรป ได้ใช้กับผลผลิตทางการเกษตรมานานหลายปีแล้ว และได้รับความนิยมกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ เพราะสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดต้องห้ามใช้สารเคมีเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
จุดเด่นของก๊าซไนโตรเจน มาจากธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้าง มีคุณสมบัติช่วยกำจัดมอดและด้วง แมลงชนิดอื่นๆ ได้ผล 100% รวมทั้งช่วยให้การเก็บข้าวมีอายุยาวนานขึ้น ช่วยดูดความชื้น ทำให้ข้าวไม่มีเชื้อรา แถมที่สำคัญมีต้นทุนต่ำ มีก๊าซ 10 บาทต่อตัน
ทั้งนี้ การผลิตข้าวอินทรีย์ของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.9 หมื่นตัน และมีผลผลิตต่อไร่ที่ 500 กิโลกรัม โดยที่ผ่านมาไทยส่งออกข้าวอินทรีย์จำนวน 5,966 ตัน มูลค่า 243 ล้านบาท และความนิยมบริโภคข้าวอินทรีย์ในต่างประเทศมีมากขึ้นต่อเนื่อง
สัมฤทธิ์ แซ่เจียง กรรมการ บริษัท สยามวอเตอร์เฟลม ในฐานะบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจาก สนช. ผลิตเครื่องผลิตก๊าซไนโตรเจน กล่าวว่า ราคาขายประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อเครื่อง เป็นผู้ผลิตรายเดียวและรายแรกในไทย มีกำลังการผลิตเป็น 20 เครื่องต่อเดือน
หลักการทำงานของเครื่อง จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนในห้องปิด จนมีปริมาณก๊าซออกซิเจนต่ำกว่า 0.5% ใช้เทคโนโลยีดูดอากาศในห้องมาผ่านระบบดูดซับก๊าซออกซิเจนออกไป เหลือเพียงก๊าซไนโตรเจนเข้มข้น 99.5% ส่งผลให้มอดและด้วงงวงข้าวตายในเวลา 7 วัน กำจัดทั้งไข่และตัวเต็มวัย และทดสอบเป็นเวลา 2 ปี รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตรด้วย
พร้อมกันนี้ชาวนาไทยใน จ.ศรีสะเกษ บุญมี สุระโคตร เจ้าของข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ตราลุงบุญมี ได้เสนอแนวทางการพัฒนาการปลูกข้าวไทยให้แก่เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ เพราะมีประโยชน์ระยะยาวต่อเกษตรกร ทั้งราคาขายสูงกว่าการปลูกข้าวแบบใช้สารเคมี ส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ไม่ต้องลงทุนสูงซื้อยาฆ่าแมลง เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคข้าวอินทรีย์มากขึ้น
การปลูกข้าวอินทรีย์ใน จ.ศรีสะเกษ ที่เป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านไม่ใช้สารเคมี เพราะเป็นการปลูกแบบออร์แกนิก เป็นธรรมชาติ จุดเด่นการปลูกข้าวแบบออร์แกนิก จะเก็บข้าวในรูปแบบข้าวเปลือก จึงไม่เกิดปัญหาแมลงรบกวน และแปรสภาพเป็นข้าวสารหรือข้าวกล้อง เมื่อมีคำสั่งซื้อของลูกค้า และส่งให้ภายในเวลา 3 วัน
ทั้งนี้ ลูกค้าจะได้รับประทานข้าวที่มีความสดและความปลอดภัย มีคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วน ไม่มีสารเคมี โดยกลุ่มที่ผลิตข้าวใน จ.ศรีสะเกษ มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิออร์แกนิกรวม 7,000 ไร่ และมีผลผลิตข้าวต่อปีที่ 4,0005,000 ตัน ปลูกได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อส่งออกและขายให้แก่ผู้ผลิตข้าวถุงและร้านค้าเพื่อสุขภาพ
“การปลูกข้าวอินทรีย์มีต้นทุนการผลิตไม่แพงกว่าการปลูกข้าวแบบสารเคมี โดยช่วงแรกต้องลงทุนและดูแลให้ความสำคัญสูงมาก แต่ระยะยาวต้นทุนจะถูกลงต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อเกษตรกร” บุญมี กล่าว
ในอนาคตอยากสร้างแบรนด์ “ลุงบุญมี” ให้ลูกค้าในประเทศรู้จักมากขึ้น แต่ปัญหาของกลุ่ม คือ เรื่องเงินทุนที่จะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องลงทุนสูง ทั้งที่เป้าหมายที่อยากปลูกข้าว คือ อยากทำข้าวที่มีประโยชน์ให้แก่คนไทย และให้คนไทยได้บริโภคข้าวที่มีคุณค่าสูงสุด
“การปลูกข้าวหอมมะลิออร์แกนิกปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ไม่ใช้สารเคมี และกลุ่มก็อยากปลูกข้าวให้คนไทยได้บริโภค ไม่อยากให้ปลูกข้าวเพื่อส่งออก” บุญมี กล่าว
ท้ายที่สุดอยากให้ภาครัฐหันมาส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวอินทรีย์มากขึ้น เพราะทำให้เกษตรกรมุ่งผลิตข้าวให้มีคุณภาพสูง ช่วยให้ชาวนาพึ่งพาตัวเองได้ และมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างยั่งยืน โดยภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายรับจำนำ เพราะไม่ช่วยให้ชาวนาอยากผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูง เน้นผลิตแต่ปริมาณ







