
ลงทุนระยะยาวอย่าหวั่นความผันผวนระยะสั้น
ได้ยินคำเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนแทบจะลืมคำเตือนนี้ไปแล้ว เพราะซื้อหุ้นตัวไหน ตัวนั้นก็ขึ้น โดยได้พลังบวกจากปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ทำให้กระแสเงินทุนไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย
ได้ยินคำเตือนอยู่บ่อยๆ ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” แต่ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนแทบจะลืมคำเตือนนี้ไปแล้ว เพราะซื้อหุ้นตัวไหน ตัวนั้นก็ขึ้น โดยได้พลังบวกจากปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ทำให้กระแสเงินทุนไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ นักลงทุนไทย รวมทั้งนักลงทุนทั่วโลกได้เจอกับ “ความผันผวน” อย่างรุนแรงของทั้งตลาดหุ้น และตราสารหนี้ ก็น่าจะทำให้นักลงทุนมือใหม่ “ช็อก” ไปตามๆ กัน
แต่ถ้าเข้าไปร่วมงานสัมมนาในงานมหกรรม “ชวนคนไทย ใช้กองทุนรวม” ที่จัดโดยโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุน จะรู้ว่าถ้าคิดจะเป็นนักลงทุนระยะยาว อย่าได้หวั่นไหวกับความผันผวนระยะสั้น ถ้าปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแรง
ชะลอ QE ดีมากกว่าร้าย
ช่วงนี้แทบทุกสายตาในโลกการลงทุนต่างจับจ้องไปที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เพราะทุกการเคลื่อนไหวมีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ที่เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าจะชะลอการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ ก็ทำให้ตื่นตระหนกกันทั่วโลก เพราะมองว่านี่คือ “ข่าวร้ายสำหรับตลาดหุ้น”
ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) กรุงศรี กล่าวว่า“ข่าวร้ายระยะสั้น แต่เป็นข่าวดีระยะยาว” เนื่องจากการฟื้นตัวของสหรัฐจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐดีขึ้น รวมทั้งประเทศอื่นๆ ก็จะได้รับอานิสงส์ด้วย
เช่นเดียวกับ อดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน ที่กล่าวว่า “ที่แปลกคือ พอมีข่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มจะฟื้น อาจจะมีการยกเลิก QE ตลาดหุ้นปรับลดลง ทั้งๆ ที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก และจะช่วยให้ประเทศอื่นๆ ได้รับผลดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้นเราควรจะมองประเด็นนี้ในมุมบวกบ้าง”
รวมทั้ง ธนวัฒน์ พานิชเกษม รองกรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนกลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ยืนยันเช่นเดียวกันว่า การชะลอมาตรการ QE ถือเป็นข่าวดี เพราะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และทำให้กลายเป็นตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในเวลานี้
“แนะนำให้แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ เพราะแม้ว่าดัชนี S&P500 จะปรับขึ้นมาแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นแค่การเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้น เช่นเดียวกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่มองว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจอันดับสอง เพราะเชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นจะได้ผลดี และตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก” ธนวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ประภาส กล่าวว่า ภายใน 12 เดือนนับจากนี้ นโยบายของ FED จะยังมีผลต่อตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกอยู่ ในขณะที่ อดิเทพ กล่าวว่า “นับจากนี้ไม่ว่า FED จะมีหรือไม่มี QE ก็คงจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดมากแล้ว เพราะตลาดรับรู้ข่าวนี้ไปแล้ว”
ให้น้ำหนักปัจจัยในประเทศมากกว่า
แม้ว่ากระแสทุนและปัจจัยต่างๆ จากต่างประเทศ จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย แต่ ธนวัฒน์ บอกว่า นับจากนี้ไปภาพการลงทุนเปลี่ยนไป
“หลังจากนี้ภาพการลงทุนในแต่ละประเทศจะเป็นอิสระต่อกัน ไม่ได้ขึ้นลงไปในทิศทางเดียวกันอีกแล้ว เพราะเมื่อก่อนนี้เงินล้นโลก แต่ตอนนี้เม็ดเงินใหม่ออกมาไม่ง่ายแล้ว ทำให้นักลงทุนต้องเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี นักลงทุนต่างประเทศต้องเลือกลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจดี ในขณะที่การลงทุนในประเทศจะต้องเลือกหุ้นที่ดี เพราะคงจะไม่ใช่ว่าลงทุนตัวไหน ตัวนั้นก็ขึ้นอีกแล้ว”
เช่นเดียวกับ ประภาส ที่กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ให้น้ำหนักไปที่ “การลงทุนภาครัฐ”มากที่สุด เพราะการบริโภคของประชาชนเริ่มลดลง ขณะที่การส่งออกก็ทำงานได้ไม่ดี แม้ว่าการลงทุนภาคเอกชนไปได้ดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้ามีสัญญาณที่ดี ถ้าการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น
“นโยบายการลงทุนภาครัฐจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมา แต่หากโครงการมีความเสี่ยงว่าอาจจะชะลอ หรือหยุดชั่วคราว ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลงได้” ประภาส กล่าว
เช่นเดียวกับ อดิเทพ กล่าวว่า ปัจจัยในประเทศมีส่วนสำคัญว่าจะเอื้อต่อการลงทุนมากแค่ไหน เพราะหากเศรษฐกิจมีพื้นฐานที่ดี ในที่สุดเงินทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเช่นเดิม
“นโยบายภาครัฐจะสามารถทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ จะทำให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนนำปัจจัยนี้มาคำนวณรวมไปแล้ว ดังนั้นหากไม่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการผิดหวัง” อดิเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนวัฒน์ ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัว แม้ว่าโครงการภาครัฐจะยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงแค่การชะลอออกไประยะหนึ่งเท่านั้น เช่นเดียวกับ ประภาส กล่าวว่า แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ปีละ 45%
“การบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะหลายปีที่ผ่านมาถูกกระตุ้นด้วยมาตรการระยะสั้นมาต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการเหล่านี้คงไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการชะลอตัวลงบ้างอาจจะเป็นเรื่องดี เพียงแต่ต้องให้มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ” อดิเทพ กล่าว
เลือกบริษัทดี ผู้บริหารเก่ง
เมื่อคาดกันว่าตลาดหุ้นคงจะไม่ได้วิ่งขึ้นขาเดียวอีกแล้ว เพราะฉะนั้นนักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การเลือกหุ้น” ให้มากขึ้น และถ้าจะให้ดีควรจะใช้แนวทางเดียวกับผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เช่น บลจ.กรุงศรี และ บลจ.อเบอร์ดีน
อดิเทพ เล่าถึงปรัชญาในการเลือกลงทุนของ บลจ.อเบอร์ดีน คือ เลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพดี มีผู้บริหารเก่ง และต้องมีธรรมาภิบาล ซึ่งกว่าจะตัดสินใจลงทุนจะใช้เวลาในการศึกษาอย่างรอบคอบ
เช่นเดียวกับ ประภาส ที่กล่าวว่า สไตล์การลงทุนของ บลจ.กรุงศรี คือ เลือกบริษัทที่ดี ซึ่งอาจจะเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในธุรกิจ หรือมีโอกาสเติบโตสูง โดยต้องมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันต้องมีผู้บริหารที่ดีและมีความซื่อสัตย์
“ถ้าช่วงที่ภาวะต่างๆ ดี ผู้บริหารอาจจะไม่เก่ง ก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าในช่วงที่ภาวะต่างๆ ไม่ดี ผู้บริหารที่เก่งจะสามารถนำพาบริษัทให้ผ่านไปได้” ประภาส กล่าว
และถ้าได้เลือกลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่ง มีผู้บริหารเก่งและดี ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความผันผวนในระยะสั้น เพราะมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ไม่ยาก







