
บลจ.นครหลวงไทยแนะแบ่งเงินลงทุนจีนหนีหุ้นไทยผันผวน
บลจ.นครหลวงไทยแนะกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศ หนีตลาดหุ้นไทยอาจผันผวนจากปัจจัยการเมือง
บลจ.นครหลวงไทยแนะกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศ หนีตลาดหุ้นไทยอาจผันผวนจากปัจจัยการเมือง
น.ส.วรรณจันทร์ อึ้งถาวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นครหลวงไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมา มีการปรับตัวสูงขึ้นจากกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาการเมืองและการชุมนุมที่มีอยู่เป็นระยะ อาจจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน จึงมีความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับฐานได้ นอกจากนี้เมื่อนักลงทุนต่างชาติได้กำไรทั้งจากราคาหุ้นไทยที่ปรับสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่แข็งค่า ก็อาจถอนเงินลงทุนบางส่วนเพื่อไปลงทุนยังประเทศอื่นได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงของการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศหรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน
บลจ.นครหลวงไทย จึงแนะกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดหุ้นจีนผ่านกองทุนเปิดนครหลวงไทย China Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุน Hang Seng H-Share Index ETF ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนีหุ้นจีนในตลาดฮ่องกง โดยกองทุนเป็นกองทุนที่มีเงื่อนไขอายุโครงการที่มีลักษณะพิเศษ โดยกองทุนจะครบกำหนดประมาณเดือนปลายเดือนกันยายน 2553 (กรณีที่ 1) หรือ เมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่าก่อนหักค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมไม่ต่ำกว่า 11.50 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกัน (กรณีที่ 2)
ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่ว่ากรณีที่ 1 หรือ กรณีที่ 2 จะเกิดขึ้นก่อน ซึ่งปัจจุบัน บลจ.นครหลวงไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติจากผู้ถือหน่วยลงทุนเพื่อแก้ไขโครงการให้ซื้อหรือขายได้ทุกวันทำการและทำการปรับลดค่าธรรมเนียม Back End เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับนักลงทุน
สำหรับประเทศจีนยังมีการเจริญเติบโตสูงมาก เห็นได้จากที่ IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ 10.0% และ 9.7% ในปี 2553 และ 2554 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่าทุกประเทศได้อย่างต่อเนื่องด้วยแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ภายในประเทศเพราะจีนมีประชากรจำนวนมากและประชาชนเริ่มมีรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้มีความต้องการซื้อสินค้าและเครื่องใช้ต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังได้ใช้ทั้งนโยบายการเงิน-การคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงเกินไปอาจจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ รัฐบาลจีนจึงได้เริ่มเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนมีการปรับฐานเป็นระยะๆ จากการควบคุมความร้อนแรงดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนในระยะยาวให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นจีนจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก แต่เนื่องจากการลงทุนในหุ้นจีนมีข้อจำกัดบางประการสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ทำให้การเข้าลงทุนโดยตรงในหุ้นจีนซึ่งซื้อขายในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Share) ทำได้ลำบาก นักลงทุน ต่างประเทศจึงหันไปหาทางเลือกอื่นๆ ที่จะลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งทางเลือกที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การลงทุนในหุ้นจีนซึ่งซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง (H-Share) เป็นสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งสามารถทำได้คล่องตัวกว่า นักลงทุนสามารถลงทุนตรงในหุ้นหรือผ่านกองทุนรวมประเภทดัชนี ที่ผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีหุ้นจีนในตลาดฮ่องกง (HSCEI Index) ก็ได้







