posttoday
ขาลงเศรษฐกิจและการเมือง

ขาลงเศรษฐกิจและการเมือง

10 กรกฎาคม 2556

ขาลงเศรษฐกิจและการเมือง“Bad News Never Comes Alone” หรือข่าวร้ายไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มักจะมาหลายข่าวพร้อมๆ กัน และกำลังถล่มเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศขณะนี้ โดยสถานการณ์การเมืองภายหลังปรับคณะรัฐมนตรี อันเนื่องมาจากปัญหาการรับจำนำข้าว ที่แม้จะได้ตัวบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาด้านความขัดแย้ง และบรรเทาวิกฤตด้านความเชื่อมั่นได้

ขาลงเศรษฐกิจและการเมือง“Bad News Never Comes Alone” หรือข่าวร้ายไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มักจะมาหลายข่าวพร้อมๆ กัน และกำลังถล่มเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศขณะนี้ โดยสถานการณ์การเมืองภายหลังปรับคณะรัฐมนตรี อันเนื่องมาจากปัญหาการรับจำนำข้าว ที่แม้จะได้ตัวบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาด้านความขัดแย้ง และบรรเทาวิกฤตด้านความเชื่อมั่นได้

ส่อเค้าให้เห็นถึง “คลื่นใต้น้ำ” ที่พร้อมจะกลายสภาพเป็น “คลื่นยักษ์สึนามิ” ในอนาคต

ยิ่งกระแสการเมืองภายนอกก็ปั่นป่วนมีการต่อต้านรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ เช่น บราซิล ตุรกี ซีเรีย และที่ชาวโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความรุนแรงในประเทศอียิปต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าที่จริงอียิปต์เป็นประเทศแรกๆ ในอาหรับที่เกิดกระแส Arab Spring หรือ “การผลิดอกออกใบแห่งเสรีภาพ“ ที่ได้โค่นล้มจอมเผด็จการ ฮอสนี มูบารัก ที่ครองอำนาจมามากกว่า 30 ปีจนเป็นผลสำเร็จเมื่อปี 2554 และต่อมาได้มีการเลือกตั้งรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ทางการเมืองก็ยังคงมีต่อเนื่องนับจากนั้น โดยมีการชุมนุมเรียกร้องให้ โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งลาออกจากตำแหน่ง จนกระทั่งกองทัพเข้ายึดอำนาจและปลดประธานาธิบดีมอร์ซี เมื่อวันพุธที่แล้ว

แต่แล้วสถานการณ์กลับบานปลายเมื่อผู้สนับสนุนประธานาธิบดีออกมาต่อต้านการทำรัฐประหารในครั้งนี้ เกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง และทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

การต่อสู้อันเนื่องมาจากความขัดแย้งกำลังแพร่ขยายไปยังหลายๆ ประเทศที่ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์และมีความบกพร่อง ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น และสร้างความมั่งคั่งเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครอง ตลอดจนบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และบ่อนทำลายโครงสร้างทางสังคม

อันที่จริงความขัดแย้งในอียิปต์ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เกิดขึ้นในบ้านเรามากนัก แม้ว่าวิกฤตด้านการเมืองของอียิปต์จะมีมิติของความตกต่ำด้านเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบหลักก็ตาม ทั้งนี้เพราะการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของเราประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศแทบทั้งสิ้น

ปัจจัยลบเช่นที่ว่ามีมากมายในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตบ้านเราสูงขึ้น ตลอดจนภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนก็มีผลอย่างมากต่อภาคการส่งออกของเรา ยิ่งไปกว่านั้นกระแสเงินไหลออกจากสัญญาณการยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing : QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ ก็มีผลทำให้เกิด “ตลาดหมี” (Bear Market) หรือความตกต่ำของตลาดหุ้น ตลาดทองคำ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนในยุโรปก็ยังถดถอยต่อเนื่อง และคงสถานะ “ตัวถ่วงเศรษฐกิจโลก” ต่อไป

ปัจจัยลบเหล่านี้ได้สร้างความเสียหายอย่าง “กะปริบกะปรอย” ไปแล้ว ทั้งตัวเลขการส่งออกที่ลดลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินว่า “ต่ำกว่าคาด” แน่ ยังไม่นับปัจจัย “เฉพาะตัว” จากการบริหารจัดการและการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการชะงักงันของโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ล้วนแต่เป็น “อุปสรรค” และเป็นเสมือน “ระเบิดเวลา” ที่จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

การ “ถอดชนวน” ของระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจก็ไม่ใช่ “เป็นไปไม่ได้” เพียงแต่ต้อง “จัดอันดับความสำคัญ” ของมาตรการทางเศรษฐกิจ

ซึ่งถ้าให้ความสำคัญของการลงทุนเพื่อการพัฒนามากกว่าการใช้จ่ายเพื่อประชานิยม ตลอดจนให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพ” ทางเศรษฐกิจมากกว่า“ฐานเสียง”ในการเลือกตั้ง ย่อมมีประโยชน์มากกว่า“การแก้เกมการเมือง” ไปวันๆ

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร