
ศก.สหรัฐตัดสิน"ถอย-ไม่ถอย"คิวอี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จับสัญญาณการถอยมาตรการ QE ของเฟด ปัจจัยหลักยังขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จับสัญญาณการถอยมาตรการ QE ของเฟด ปัจจัยหลักยังขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ
แม้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันที่ 18-19 มิ.ย. 2556 ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่กรอบ 0.00-0.25% และวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือมาตรการ Quantitative Easing (QE) ไว้ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนตามเดิม อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผิดจากที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ก็คือ ถ้อยแถลงหลังการประชุมจากนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ที่สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ชัดเจนของการถอยออกจากมาตรการ QE
สัญญาณจากผลการประชุมเฟด...ภาพการถอยมาตรการ QE ชัดเจนมากขึ้น
- แม้ตลาดจะเตรียมระวังสัญญาณชะลอมาตรการ QE แต่ถ้อยแถลงของประธานเฟดก็ตอกย้ำภาพให้ชัดเจนมากขึ้น โดยประธานเฟด กล่าวว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเพียงพอและสอดคล้องกับที่ได้ประเมินไว้ เฟดก็อาจจะเริ่มทยอยลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE ในช่วงปลายปี 2556 นี้ และจะดำเนินการต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2557 โดยอาจสามารถยุติมาตรการ QE ได้ประมาณในช่วงกลางปี 2557 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ลดต่ำลงจนเข้าใกล้ 7% จาก 7.6% ในปัจจุบัน แต่กระนั้น เฟดก็ยังคงกล่าวย้ำว่า การคุมเข้มนโยบายการเงินด้วยวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ จะปรับตัวลงไปที่ 6.5% หรือต่ำกว่า ขณะที่ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับไม่เกิน 2.5%
ทั้งนี้ มุมมองและประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของเฟดในการประชุมรอบนี้ มีภาพที่เป็นเชิงบวกมากขึ้น โดยเฟดคาดว่า อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ จะปรับตัวลงไปมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6.5-6.8% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 และจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่องไปที่ 5.8-6.2% ในช่วงไตรมาส 4/2558 ขณะที่ เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% ในปี 2557 และ 2.9-3.6% ในปี 2558 ซึ่งเป็นทิศทางที่สะท้อนการฟื้นตัวจากปี 2556 ที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 2.3-3.6%
- เฟดยังคงย้ำว่า การชะลอซื้อพันธบัตรไม่ใช่การส่งสัญญาณคุมเข้ม และอาจมีการปรับเปลี่ยนแนวทางสำหรับมาตรการ QE ได้ในระยะข้างหน้า โดยเฟดกล่าว หากพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอว่าที่คาด เฟดก็อาจจะพิจารณาหยุดกระบวนการถอยออกจากมาตรการ QE โดยอาจจะพักช่วงเวลาการลดวงเงินซื้อพันธบัตรต่อเดือน หรืออาจจะกลับมาเพิ่มวงเงินซื้อพันธบัตรภายใต้มาตรการ QE อีกครั้ง ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าว สะท้อนว่า เฟดก็น่าจะยังคงประเมินพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงหลายเดือนข้างหน้าอย่างระมัดระวังต่อไป
โดยสรุป สัญญาณเกี่ยวกับการชะลอมาตรการ QE ในช่วงปลายปี 2556 (และน่าจะมีจุดสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2557) ที่ค่อนข้างชัดเจนข้างต้น เมื่อผนวกเข้ากับสัญญาณอ่อนแอเพิ่มเติมของเศรษฐกิจจีน (ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นสำหรับเดือนมิ.ย.2556 ที่ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ 48.3 จาก 49.2 ในเดือนพ.ค. ตอกย้ำภาพถดถอยของกิจกรรมในภาคการผลิตเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน) ก็ส่งผลทำให้ตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลกเคลื่อนไหวในกรอบที่รุนแรงมากขึ้น โดยตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ตามหลังการดิ่งลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงหลังการประชุมเฟด ขณะที่ เงินเหรียญสหรัฐ ทะยานแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย (ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐ ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์) โดยในส่วนของเงินบาทนั้น อ่อนค่ากลับมาทดสอบระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อีกครั้ง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ก็ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน สวนทางทิศทางราคาน้ำมันและทองคำในตลาดโลกที่ร่วงลงอย่างหนัก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้สัญญาณจากเฟดจะสะท้อน “ช่วงเวลา” ของการชะลอมาตรการ QE ที่ค่อนข้างชัด อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตลาดจะต้องรอความชัดเจนและประเมินต่อไป ก็คือ “ระดับของการลดวงเงิน” เข้าซื้อพันธบัตรต่อเดือน ซึ่งยังคงขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า ดังนั้น แม้กระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการถอนมาตรการ QE จะกระตุ้นให้ตลาดเงิน-ตลาดทุนตอบสนองข่าวในช่วงแรก ด้วยการกลับเข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ พร้อมๆ กับเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สินทรัพย์เสี่ยง ตลอดจนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ แต่ก็คงต้องยอมรับว่า การปรับตัวของตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลก ยังอาจต้องเผชิญกับความผันผวนตามกระแสความคาดหวังของตลาดที่ย่อมต้องการรายละเอียดของการถอนมาตรการ QE ที่ชัดเจนมากขึ้นจากเฟด
มองไปข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดแนวทางการดำเนินการของเฟด ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้อง และ/หรือดีกว่าที่เฟดได้ประเมินไว้แล้ว ก็คาดว่า เฟดน่าจะเดินหน้าชะลอมาตรการ QE ตามกรอบเวลาที่วางไว้ในการประชุมรอบนี้ แต่หากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความอ่อนแอ เฟดก็คงต้องปรับแผนการถอยมาตรการ QE ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของตลาดเงิน-ตลาดทุนทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ก็น่าจะมีกรอบที่ผันผวนมากขึ้น
ซึ่งสำหรับหลายๆ ประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยแล้ว โจทย์ที่ต้องเตรียมรับมือในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ก็คือ ทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการถอย QE ของเฟดดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ดังกล่าว จะมีผลเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน และระดับสภาพคล่อง (รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ในประเทศ ซึ่งย่อมเพิ่มความซับซ้อนให้กับการดำเนินนโยบายการเงินของธปท. ขณะที่ สำหรับภาคเอกชนแล้ว (ทั้งผู้ที่ต้องการระดมทุนใหม่ และ/หรือต้องการ Rollover หนี้ก้อนเดิม) ก็คงต้องเตรียมวางแผนการระดมทุนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากตลาดเริ่มหาคำตอบเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการคุมเข้มทางการเงินของสหรัฐฯ ด้วยการปรับลดขนาดงบดุลของเฟด และ/หรือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds (หลังจากยืนที่ระดับใกล้ศูนย์มาตั้งแต่ปลายปี 2551) แม้ว่า ระดับความเพียงพอของสภาพคล่องในระบบการเงินไทย จะยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลมากนักในช่วงใกล้ๆ นี้ก็ตาม







