posttoday
บทเรียนในตลาดหุ้น

บทเรียนในตลาดหุ้น

14 มิถุนายน 2556

อันที่จริงท่านผู้อ่านที่ติดตามตลาดหุ้นมานาน คงจะเห็นบทเรียนในหลายๆ ครั้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ที่มีรอบของการเคลื่อนไหวที่ผันผวน เวลาหุ้นขึ้น ก็ขึ้นแบบสุดใจ เวลาลงหลายครั้ง ก็ลงแบบน่าเหลือเชื่อ ในช่วงระยะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นการที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายออกมา

อันที่จริงท่านผู้อ่านที่ติดตามตลาดหุ้นมานาน คงจะเห็นบทเรียนในหลายๆ ครั้งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ที่มีรอบของการเคลื่อนไหวที่ผันผวน เวลาหุ้นขึ้น ก็ขึ้นแบบสุดใจ เวลาลงหลายครั้ง ก็ลงแบบน่าเหลือเชื่อ ในช่วงระยะหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นการที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายออกมา

การเคลื่อนไหวต่อวันหลายครั้ง เราจะเห็น SET Index ปรับตัวลดลงมากกว่า 50 จุด ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับมือใหม่การติดหุ้นน่าจะเกิดขึ้นแล้วหลังจากราคาหุ้นนับตั้งแต่ปี 2009 จะมีการปรับตัวสูงขึ้นโดยตลอด กล่าวง่ายๆ ก็คือ ย้อนหลัง 4 ปี ใครซื้อหุ้นไว้แล้วหุ้นลง ในที่สุดจะขึ้นมาให้กำไรทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ต้องบอกว่า ปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการย้อนเหตุการณ์ในปี 2009 แต่เป็นลักษณะตรงข้าม กล่าวคือ เม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศน่าจะถูกดึงกลับ เพราะประเด็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจในการอัดฉีดเงินจึงมีแนวโน้มลดลง และส่งผลโดยตรงทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวหลายท่านที่ติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ความสำคัญในระยะสั้นจะอยู่ที่บทเรียนในตลาดหุ้น ที่ต้องเข้าใจว่า ตลาดหุ้นไม่มีอารมณ์ร่วมที่เห็นใจผู้ลงทุนว่า ลงถึงเท่าไรพอ หรือไม่รู้ว่าท่านได้ขายหุ้นแล้ว จึงขึ้นไม่ได้ มือเก่าๆ ที่ลงทุนในตลาดหุ้นมักจะบอกว่า ราคาหุ้นไม่มีถูก ไม่มีแพง และไม่มีตัวไหนที่เป็นหุ้นที่ดี หรือหุ้นไม่ดีตลอดไป เพราะฉะนั้นท่านใดที่ชอบคิดว่า หุ้นตัวไหนลงทุนและไม่ถูกโฉลก อาจจะต้องคิดใหม่ สิ่งที่ได้จากแนวคิด เมื่อนำมาใช้ในสถานการณ์ตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน ก็คือ นักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนไม่เกิน 4 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2009 ก็น่าจะได้บทเรียนที่น่าสนใจ พอๆ กับท่านที่ลงทุนในทองในรอบ 5 ปีนี้ ซึ่งการได้บทเรียนนี้ก็น่าจะเป็นตัวสร้างประสบการณ์ในการลงทุนที่ดี และจะเป็นภูมิต้านทานในการลงทุนในรอบต่อๆ ไป เพราะตลอด 4 ปีในตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาโดยตลอดไม่เคยมีการปรับฐานลงครั้งใหญ่เท่ากับครั้งนี้

วกกลับมาสำหรับการคาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้น ณ ปัจจุบัน สัปดาห์ก่อนจะพบว่า เกิดการดีดกลับดังที่คาดในสัปดาห์แล้วเกิดขึ้นไปรอบหนึ่ง ระดับใกล้เคียง 50 จุด ตามที่นำเสนอไปแล้ว ซึ่งหลายท่านอาจจะมองว่า ทำไมระดับการลง ณ ปัจจุบัน จึงรุนแรงกว่าปกติ

ก็ต้องบอกว่า ปัจจัยเปลี่ยนรอบที่แล้วในช่วงเดือน มี.ค. ลงมา 150 จุด เนื่องจากกลับมาตรการสกัดกั้นค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่เหตุการณ์เที่ยวนี้ คือ มีผลโดยตรงกับเรื่องของเม็ดเงินโดยตรง และกระทบถึงเรื่อง Fund Flow เพราะฉะนั้นต้องสันนิษฐาน คือ เท่าตัว แปลว่า 300 จุด ซึ่งกรณีการนับจากตัวเลข 1,650 จุด ก็น่าจะได้ฐานที่ 1,350 จุด ซึ่งได้เกิดตัวเลขดังกล่าวในเมื่อวานนี้แล้ว แม้ไม่สามารถบอกได้ว่า ณ จุดนี้ คือ การสิ้นสุดขาลงหรือไม่ เพราะตัวเลข 1,200-1,300 ยังมีโอกาสเป็นจุดต่ำในปีนี้ได้ แต่การลงมาแรงและถึงจุดที่ 1,350 ก็น่าจะทำให้เกิดการดีดกลับได้อีกครั้ง

สำหรับนักเก็งกำไรที่ลงทุนในส่วนต่างของราคา จังหวะเวลา ณ ปัจจุบัน จึงเป็นจังหวะที่น่าจะเตรียมความพร้อมในการเข้าซื้ออีกครั้ง แต่คงต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้ การจะให้กระทิงที่ล้มแล้วย้อนกลับไปวิ่งเหมือนเดิม ยากมาก คงทำได้เพียงแต่การลุ้นให้เกิดการดีดกลับชั่วคราว ก่อนที่ภาวการณ์ซบเซาเพื่อปรับฐานเข้ามาเยือน ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีมากๆ สำหรับนักลงทุนที่ยังคงเป็นมือใหม่

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่