
แบงก์สำรองหนี้เพิ่ม
แจ้งธปท.ขอนำกำไรมากันไว้สูงกว่าเกณฑ์รับมือได้ทันหากเศรษฐกิจเกิดสุ่มเสี่ยง
แจ้งธปท.ขอนำกำไรมากันไว้สูงกว่าเกณฑ์รับมือได้ทันหากเศรษฐกิจเกิดสุ่มเสี่ยง
แบงก์หวั่นเศรษฐกิจสุ่มเสี่ยง อาศัยช่วงกำไรดี แจ้ง ธปท.ขอเพิ่มสัดส่วนการสำรองหนี้จาก 3.2% เป็น 4%
นางสาลินี วังตาล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางผู้บริหารธนาคารจึงแจ้งข้อเสนอมายัง ธปท.ว่าจะขอตั้งสำรองหนี้ขึ้นมาให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
“เรื่องนี้ ธปท.ยินดีที่จะสนับสนุนให้ทำอยู่แล้ว เพราะการกันสำรองหนี้ในส่วนของสินเชื่อ รวมทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3.2% ของยอดสินเชื่อรวม ซึ่งถือว่าสูงมากแล้ว แต่ถ้าธนาคารอยากจะตั้งเพิ่มเพื่อให้ได้ 4% หรือเข้าให้ใกล้ 4% ให้มากที่สุดก็ถือเป็นเรื่องที่ดี” นางสาลินี กล่าว
นางสาลินี กล่าวว่า ข้อเสนอในการขอกันสำรองเพิ่มขึ้นมาเป็น 4% นั้น บางธนาคารแจ้งว่าจะทำให้ได้ภายในปีนี้ บางธนาคารจะทำได้ในปีหน้า แต่ทุกแห่งอยากจะทำเพราะเห็นว่าสามารถกันกำไรมาใช้ได้ หากเกิดเหตุอะไรขึ้นมาจะได้ดึงเอาส่วนที่สำรองมาใช้ได้ทันที
นางสาลินี กล่าวอีกว่า การอยากตั้งสำรองให้ได้ 4% ของธนาคารพาณิชย์ อาจจะเป็นเพราะต้องการรองรับเรื่องพลิกผันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจภายนอกที่อาจจะเข้ามากระทบหรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศก็ได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง หรือมีกรณีเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นจนทำให้กำไรของธนาคารลดน้อยลง หรือกรณีมีหนี้เสียเพิ่ม ธนาคารจะได้เอาเงินที่กันสำรองเหล่านี้มาใช้ได้ทันทีโดยไม่ขาดทุน
ผู้บริหาร ธปท.ชี้แจงว่า การสำรองในอัตราที่สูงจะช่วยให้ธนาคารผ่านวิกฤตได้ เหมือนกรณีวิกฤตสหรัฐในปี 25512552 มาตรการเพิ่มการกันสำรองของ ธปท.ก็สามารถทำให้ธนาคารสามารถมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งประคองลูกหนี้ให้ผ่านช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยากลำบากมาได้
“ข้อดีของการกันสำรองสูง คือ ทำให้แบงก์เข้มแข็ง ยิ่งกำไรสูงยิ่งกันสำรองได้เพิ่ม นำกำไรส่วนหนึ่งมากันไว้ โดยที่ไม่กระทบการปล่อยกู้ลดลง เพราะสินเชื่อยังโตได้ 1314% และไม่ได้ทำให้เงินปันผลลดลง การกันสำรองสูงจึงไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย” นางสาลินี กล่าว
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กำหนดให้กันสำรองสินเชื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100% หมายความว่า ถ้าปล่อยกู้ 100 บาท แต่ราคามูลค่าหลักประกันหรือกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับชำระหนี้แล้วมีมูลค่า 80 บาท ต้องกันสำรองเพิ่มอีก 20 บาท
ขณะที่เกณฑ์การกันเงินสำรองสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือสินเชื่อที่ควรระวังเป็นพิเศษ กำหนดให้สำรอง 2% และสินเชื่อจัดชั้นปกติให้กันสำรอง 1% ของยอดหนี้คงค้างไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับ
จากข้อมูล ธปท. ณ สิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันการเงินที่รับฝากเงินหรือธนาคารพาณิชย์มียอดคงค้าง 13.57 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 14% ในจำนวนนี้เอ็นพีแอลก่อนหักกันสำรอง 2.49 แสนล้านบาท หรือ 2.35% ของสินเชื่อรวม แต่มีเอ็นพีแอลหลังหักกันสำรอง 1.11 แสนล้านบาท หรือ 1.06% ของสินเชื่อรวม
จากการตรวจสอบพบว่า ในไตรมาสแรกธนาคารกรุงเทพมีกำไร 9,000 ล้านบาท แต่ได้ตั้งค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ 1,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%
ธนาคารกสิกรไทยมีกำไร 1 หมื่นล้านบาท ได้มีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในอนาคต เพิ่มจากไตรมาสก่อนที่มีการตั้ง 2,600 ล้านบาท
ธนาคารกรุงไทยตั้งเป้ากันสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นไตรมาสละ 1,500 ล้านบาท โดยทั้งปีจะตั้งเป้าให้ได้ 1.68 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ผู้บริหารธนาคารรพาณิชย์ยอมรับว่า ได้สั่งให้กันสำรองหนี้เพิ่มขึ้นในปีนี้ให้สูงกว่าปกติเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต







