posttoday
ให้ระวังยังไม่พ้น 1,580-1,600 ก่อนลงต่อ

ให้ระวังยังไม่พ้น 1,580-1,600 ก่อนลงต่อ

01 มิถุนายน 2556

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากที่ประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนหมดในกลางเดือนและตลาดกลับมากังวลเรื่องการทำ QE

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากที่ประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนหมดในกลางเดือนและตลาดกลับมากังวลเรื่องการทำ QE ของเฟดว่าจะชะลอการซื้อพันธบัตรหลังภาคแรงงานเริ่มฟื้นตัว ภาพโดยรวมส่งผลให้มีแรงเทขายออกมาแรง โดย SET Index ให้ผลตอบแทนในเดือน พ.ค. ลดลง 2.23% ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต 3 ปีย้อนหลังที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบและปรับตัวลงเฉลี่ยลดลง 3.53% นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องความไม่สงบในกรุงเทพฯ ยังเป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีช่วงปรับตัวลงแรงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค แม้ว่าในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนก็ตาม ด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่องในระดับพันล้านบาทตลอดสัปดาห์

ทิศทางสัปดาห์นี้ คาดว่า SET Index ยังคงมีโอกาสปรับตัวลงต่อ โดยเชื่อว่าประเด็นเรื่องการทำ QE ที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกลับมากดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ว่าเราประเมินว่าการหยุดหรือชะลอการทำ QE จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงก่อนที่จะมีการหยุดหรือชะลอการทำ QE ได้เป็นปัจจัยลบเชิงจิตวิทยา โดยตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาซื้อขายในระดับ PE สูงสุดถึง 15 เท่านับตั้งแต่มีการประกาศ QE 3 จากเดิมที่เคยซื้อขาย PE สูงสุดไม่เกิน 13 เท่า ทำให้ประเด็นเรื่องการชะลอการทำ QE นี้ หากเกิดขึ้นจริงตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับไปซื้อขายในระดับไม่เกิน 13 เท่าได้ (ซึ่งในกรณีนี้เป็นกรณีที่ไม่ได้คำนึงถึงการเติบโตของกำไร และเป็นระดับที่มีการถอนสภาพคล่องออกในปริมาณที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนการเกิด QE 3) โดย PE ที่ 13 เท่า จะเท่ากับ 1,550 จุด ในขณะที่ PE 12 เท่าจะเท่ากับ 1,440 จุด

อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าการดำเนินการถอนสภาพคล่องออกอย่างรวดเร็วของเฟดยังคงทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากหากมีการถอนสภาพคล่องเร็วเกินไป จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% อยู่ที่ 1.7% และยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีก จะเป็นปัจจัยที่เฟดยังต้องคงสภาพคล่องต่อไป แต่การที่ใช้นโยบายการเงินของเฟดอยู่ในระดับที่น้อยกว่าทาง ECB และ BOJ (เฟดจะคงหรือถอนมาตรการบางส่วนออก ในขณะที่ ECB มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก ส่วน BOJ ยังคงใช้นโยบายเยนอ่อน) จะเป็นปัจจัยที่กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของ Hedge Funds ที่มีต้นทุนทางการเงินเป็นดอลลาร์ (ในกรณีที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้) ภาพโดยรวมปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยที่กดดันสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกให้มีช่วงอ่อนตัวลง ก่อนที่จะมีช่วงรีบาวด์ในที่สุด หากเฟดยังคงมาตรการทำ QE อย่างประเมินไว้

ด้านราคาทองคำ ระยะสั้นเริ่มมีช่วงรีบาวด์ได้ประโยชน์จากที่สินทรัพย์เสี่ยงมีแรงเทขายทำกำไรออกมา และมีเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยในทองคำ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าการปรับตัวขึ้นอาจจะยังขาดความต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสกลับมาแข็งค่าในระยะกลาง

กลยุทธ์การลงทุนเราแนะนำให้นักลงทุน รอการปรับฐานของตลาดก่อนค่อยเข้าลงทุน โดยแนวรับหลักทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ PE 13 และ 12 เท่าตามลำดับที่บริเวณ 1,550 และ 1,440 จุด ซึ่งบริเวณ PE ที่ 12 ถือว่าเป็นระดับที่มีนัยสำคัญและที่ผ่านมาสามารถรองรับการปรับตัวลงของตลาดได้เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่ำ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่