
6.2หมื่นร้านค้าผู้ดีส่อเจ๊ง
ลูกค้าหันซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นผลวิจัยชี้หลายธุรกิจเตรียมปิดในอีก5ปี
ลูกค้าหันซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นผลวิจัยชี้หลายธุรกิจเตรียมปิดในอีก5ปี
ผลวิจัยเผยภายในปี 2561 ร้านค้าในอังกฤษ 6.2 หมื่นแห่ง ส่อปิดกิจการ หลังลูกค้าแห่ช็อปปิ้งออนไลน์
ศูนย์วิจัยการค้าปลีกในอังกฤษ เผยผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับอนาคตของวงการค้าปลีกเมืองผู้ดี ผลปรากฏว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าร้านค้าปลีกในอังกฤษกว่า 6.2 หมื่นแห่ง หรือราว 1 ใน 5 ของร้านค้าทั่วประเทศ อาจต้องปิดตัวลงอย่างถาวรภายในปี 2561 ภายหลังผู้บริโภคเริ่มหันไปซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้ธุรกิจเผชิญภาวะขาดทุนและปิดกิจการลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลวิจัยพบว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ร้านค้าปลีกโดยเฉพาะร้านขายยา ร้านขายผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ร้านขายซีดีเพลง ร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน และร้านขายสินค้าทำมือบริเวณใจกลางเมือง จะลดลงถึง 22% จากเดิมที่ 2.81 แสนร้าน มาอยู่ที่ 2.2 แสนร้าน และหากไม่มีมาตรการใดๆ ปรับปรุงสถานการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลให้อัตราร้านค้าปิดตัวลงเพิ่มขึ้นถึง 24%
แนวโน้มดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ยืนยันได้จากยอดใช้จ่ายของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ปรับตัวลดลงราว 50% ในปี 2543 มาอยู่ที่ราว 40.2% ในปัจจุบัน
ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับยอดผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นถึง 12.7% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 22% ภายในปี 2561
นอกเหนือจากความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค ร้านค้าขนาดเล็กในอังกฤษต้องแบกรับภาระต้นทุนการบริหารร้านค้าที่บริเวณใจกลางเมืองพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย เช่น ร้านค้าขนาดเล็กบริเวณภาคกลางของอังกฤษ พุ่งสูงขึ้นถึง 1 หมื่นปอนด์ (ราว 4.5 ล้านบาท) ต่อเดือน
ปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้แบรนด์ค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น เทสโก้ วิกส์ บีแอนด์คิว มีแนวโน้มเปิดสาขาขนาดใหญ่ลดลง ขณะที่มาร์คแอนด์สเปนเซอร์อาจกำลังยุติการสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ (เอาต์เลต) ภายในปี 2561
โจซัว แบมฟิลด์ ผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัย มองว่าแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว คือ การจัดตั้งโครงการพัฒนาชุมชนขึ้นให้สอดรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างชุมชนราว 2 หมื่นครัวเรือน ตลอดจนถึงการปรับปรุงร้านค้าร้างให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 320 ล้านปอนด์ (ราว 1.44 ล้านล้านบาท)







