posttoday
คณะทำงานพร้อมเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู

คณะทำงานพร้อมเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู

28 พฤษภาคม 2556

"โอฬาร"ยอมรับเอฟทีเอไทย-อียูมีหลายประเด็นที่ยากต่อการเจรจา ยืนยันจะรักษาผลประโยชน์ของไทยในภาพรวม

"โอฬาร"ยอมรับเอฟทีเอไทย-อียูมีหลายประเด็นที่ยากต่อการเจรจา ยืนยันจะรักษาผลประโยชน์ของไทยในภาพรวม

นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ในวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2556 จะประชุมหารือกับหัวหน้าคณะเจรจาของสหภาพยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อหารือเกี่ยวกับภาพรวมการเจรจา ความคืบหน้า และปัญหาอุปสรรคในแต่ละหัวข้อ ซึ่งประกอบด้วย การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การค้าบริการ การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา การแข่งขัน การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ

ทั้งนี้ จากการหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เรื่องที่มีความยากในการเจรจา ได้แก่ เรื่องการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งตนในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาได้ให้นโยบายที่ชัดเจนกับทีมเจรจาแล้วว่าจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของไทยในภาพรวมในการเจรจาเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนไทยกับอียูอย่างมีนัยสำคัญ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของอียูในอาเซียน และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับภาคธุรกิจทั้งภาคการผลิตและบริการของไทยต่อไป

นายโอฬาร  กล่าวว่า  การเจรจาเอฟทีเอฉบับนี้ ทราบดีอยู่แล้วว่าเจรจายาก เพราะมีการเปิดเสรีที่เข้มข้นและมีหัวข้อใหม่ ๆ แต่ก็มั่นใจในทีมเจรจาของไทย โดยเชื่อว่าเอฟทีเอฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ไทยทะยานไปข้างหน้า เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ในระดับ World Class การเจรจาในครั้งนี้เป็นการหารือครั้งแรก เป้าหมายหลักคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ข้อเรียกร้อง ข้อกังวลของทั้งสองฝ่าย สำหรับขั้นตอนต่อไปของไทยจะมีการหารือกับทุกภาคส่วน ซึ่งตนก็มีความยินดีที่เอฟทีเอไทยอียูได้รับความสนใจอย่างสูงจากทุกฝ่าย และขอยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศไทยเป็นหลัก

ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับสี่ของไทย รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการค้ารวม 4.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และอียูเป็นนักลงทุนอันดับสองในไทย รองจากญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่