
‘ทีพีพี’เอื้อSMEมาเลเซีย
หนุนเจาะตลาดมะกัน-พัฒนาเทคโนโลยีรบ.ย้ำชัดรักษาผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก
หนุนเจาะตลาดมะกัน-พัฒนาเทคโนโลยีรบ.ย้ำชัดรักษาผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก
รัฐบาลมาเลเซียยันรายย่อยได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมเจรจา “ทีพีพี” พร้อมชี้แจงทุกข้อสงสัย
รีเบคกา ฟาติมา สตาร์ มาเรีย ปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซีย ออกโรงยืนยันว่าธุรกิจในประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่รัฐบาลได้เข้าร่วมเจรจากับ 12 ชาติสมาชิกในการเจรจาครั้งที่ 17 ในระหว่างวันที่ 1425 พ.ค. ที่เมืองลิมาของเปรู
“ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่รัฐบาลพูดคุยกับสมาชิกทีพีพี เราจะให้ความสำคัญว่าภาคเอสเอ็มอีในประเทศได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ ทั้งได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ และได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดของประเทศคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่มาเลเซียไม่ได้เจรจาการค้าแบบทวิภาคีด้วย” สตาร์ มาเรีย กล่าว พร้อมคาดว่าน่าจะได้บทสรุปในข้อตกลงดังกล่าวที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นภายในเดือน ต.ค.นี้
นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพียังช่วยหนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มศักยภาพรายย่อยของมาเลเซียอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักวิเคราะห์หลายฝ่าย ซึ่งวิตกกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อตกลงการเจรจาการค้าเสรีทีพีพี เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตด้านการค้าของธุรกิจของมาเลเซียได้
ในประเด็นความกังวลดังกล่าว ทางปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมยืนยันว่า กระทรวงจะดำเนินการรายงานความเคลื่อนไหวและชี้แจงรายละเอียดในประเด็นข้อสงสัยอย่างชัดเจน
“รัฐบาลขอยืนยันว่าในการเข้าร่วมเจรจาเปิดการค้าเสรีเช่นนี้ เราจะไม่ได้ยินยอมเปิดกว้างในทุกๆ ด้าน โดยยังคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลัก” สตาร์ มาเรีย ระบุ
ทั้งนี้ กลุ่มทีพีพีมีสมาชิกจำนวน 12 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐ ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม แคนาดา เม็กซิโก และญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการเจรจาอย่างเป็นทางการเป็นรายล่าสุดในเดือน ก.ค.นี้ ส่งผลให้ขนาดของข้อตกลงทีพีพีเพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนถึงกว่า 40% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมเจรจาทีพีพีของหลายประเทศสมาชิกได้รับเสียงคัดค้านจากประชาชนและองค์กรในประเทศที่กังวลว่าอาจถูกสินค้าและบริการของประเทศคู่ค้ามาตีตลาดได้ เช่นกรณีของเกษตรกรญี่ปุ่นที่คัดค้านข้อเสนอนี้ เนื่องจากมองว่าการเปิดตลาดสินค้าภาคเกษตรกรรมให้ต่างชาติเข้ามาอาจทำให้เกษตรกรญี่ปุ่นเสียเปรียบ







