
อียูเลิกคว่ำบาตรพม่าส่งผลดีแก่ไทย
สหภาพยุโรปประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า คืนสิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุน เชื่อธุรกิจไทยได้ประโยชน์
สหภาพยุโรปประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า คืนสิทธิพิเศษทางการค้าการลงทุน เชื่อธุรกิจไทยได้ประโยชน์
นายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้มีมติที่ 2013/184/CFSP ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่อสหภาพพม่า ได้แก่ การค้า การอายัดทรัพย์สิน และการห้ามบุคคลในรัฐบาล ทหาร และครอบครัวตามรายชื่อที่กำหนดเดินทางเข้า/ผ่าน อียู โดยที่ไม่ครอบคลุมถึงการขาย จัดหา ขนส่ง ส่งออก หรือการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทุกประเภท รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้สำหรับการปราบปราบภายใน (Internal Repression) เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม หรือการคุ้มครอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการภายใต้สหประชาชาติ และอียู โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2556 ถึง 30 เมษายน 2557 ซึ่งอียูจะมีการทบทวนมตินี้อย่างสม่ำเสมอ โดยอาจจะขยายระยะเวลาการยกเลิกมาตรการออกไปอีก อย่างไรก็ดี หากอียูเห็นว่าประเทศพม่าไม่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการออกมตินี้ อาจมีการแก้ไขมติดังกล่าวให้เป็นไปตามที่เห็นสมควร
นายทิฆัมพร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2556 คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของรัฐสภายุโรปได้มีมติสนับสนุนการคืนสิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี) แก่พม่า ซึ่งคาดว่ารัฐสภายุโรปจะให้ความเห็นชอบในเร็ว ๆ นี้ และในอนาคตอียูจะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการลงทุนกับพม่า
ดังนั้น การที่พม่าได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรและคืนสิทธิพิเศษจีเอสพี อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในการย้ายฐานการผลิตไปพม่าเพื่อส่งออกไปอียู เนื่องจากจะได้เปรียบในการลดต้นทุนค่าแรงและได้รับสิทธิลดหย่อนทางภาษีนำเข้า สำหรับข้อเสนอการจัดทำความตกลงด้านการลงทุนในพม่าของอียูนั้น แสดงให้เห็นว่า อียูมีความสนใจที่จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานราคาต่ำในพม่า ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่อียูมีความน่าจะเป็นในการย้ายการลงทุนจากภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งไทยไปพม่า
ตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2555 พม่าส่งออกสินค้าไปอียูเป็นมูลค่า 836 ล้านยูโร โดยสินค้าส่งออกหลัก คือ เสื้อผ้าและสินค้าเกษตรกรรม โดยในปี 2555 พม่าถือเป็นคู่ค้าลำดับที่ 137 ของอียู ขณะที่ไทยอยู่ลำดับที่ 25







