
ซัมมิทฟุตแวร์สร้างแบรนด์ใหม่เพิ่มมูลค่า
ซัมมิทฟุตแวร์ ปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นตลาดบน หนีปัจจัยลบสินค้าจีนต้นทุนพุ่ง บีบอุตฯ รองเท้าไทย
ซัมมิทฟุตแวร์ ปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นตลาดบน หนีปัจจัยลบสินค้าจีนต้นทุนพุ่ง บีบอุตฯ รองเท้าไทย
น.ส.ภูริภาส จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ ผู้ผลิตและทำตลาดรองเท้าแบรนด์ แอโร่ซอฟ (Aerosoft) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้ารองเท้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ แอโร่ซอฟ โกลด์ หรืออาจปรับชื่อใหม่อีกครั้ง วางตำแหน่งเป็นรองเท้าระดับบน ใช้วัสดุหนังแท้ผลิตเป็นรองเท้าลำลอง รองเท้าแตะ รองเท้าหุ้มส้น (คัตชู) ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พร้อมผลิตสินค้าในปลายปีนี้ เพื่อทำตลาดราวต้นปี 2557
สำหรับสินค้าแบรนด์ใหม่ดังกล่าว จะวางราคาเริ่มต้นไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับรองเท้าลำลอง หรือรองเท้าแตะ และคัตชู จับกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป จากปัจจุบันรองเท้าแบรนด์แอโร่ซอฟมีราคาจำหน่าย 200 บาทขึ้นไป และแบรนด์พลัสซอฟ วางราคาจำหน่ายเฉลี่ย 260 บาท จับกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง หรือบีลงไป
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่จำเป็นต้องลงทุนสายการผลิตใหม่ จากปัจจุบันมีโรงงานในจ.สมุทรปราการ มีกำลังการผลิตเพียงพอ หรือ มีกำลังการผลิตเต็มที่กว่า 1 ล้านคู่ต่อเดือน และในปีทีผ่านมา บริษัทได้ลงทุนขยายโรงงานแห่งใหม่ในกัมพูชา ที่ปัจจุบันเดินสายการผลิตไม่ถึง 10% ที่คาดว่าจะเพียงพอต่อการผลิตสินค้ารองเท้าภายใต้แบรนด์แอโร่ซอฟ และแบรนด์ใหม่ ที่จะทำตลาดในอนาคต
แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายบริษัท ที่หันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาและทำตลาดรองเท้าแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ซึ่งแอโร่ซอฟอยู่ในตลาด มานาน 18 ปี พร้อมวางเป้าหมายให้เป็นรองเท้าแบรนด์ระดับภูมิภาค (รีจินัลแบรนด์) ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันทำตลาดหลักในช่องทางร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และตัวแทนร้านค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 2,000 จุดขาย และทำตลาดในต่างประเทศกว่า 30 ประเทศ
“แผนธุรกิจดังกล่าวยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ใหม่ให้บริษัทในอนาคต จากในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมตลาดรองเท้ายี่ห้อท้องถิ่น หรือโลคัลแบรนด์ของผู้ประกอบการไทย ประสบปัญหาการทำตลาดจากสินค้ารองเท้าประเทศจีนที่เข้ามาตัดราคาขาย รวมถึงต้นทุนในภาพรวม ทั้งราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นเช่นกัน” น.ส.ภูริภาส กล่าว
สำหรับ อัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับต้นทุนในภาพรวมธุรกิจแต่บริษัทไม่มีแผนปรับราคาขายปลีกสินค้าในขณะนี้ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยเทียบเหรียญสหรัฐอเมริกา ที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบที่ปรับราคาลงด้วยเช่นกัน
สำหรับรายได้จากการส่งออก บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ด้วยมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าระหว่างเงินบาทไทยและเงินเหรียญสหรัฐกับพันธมิตรคู่ค้าต่างประเทศ โดยในปีนี้บริษัทคาดว่ามีอัตราเติบโตรายได้จากตลาดส่งออก 5% และในประเทศราว 10% โดยแบ่งสัดส่วนรายได้จากการส่งออก 60% และรายได้ในประเทศ 40%







