
ไปดูงาน
เร็วๆ นี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี อีกกว่า 20 ราย นอกจากไปโรดโชว์ดูงานแล้ว เป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดให้เอสเอ็มอีไทยได้พบปะกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นอีกด้วย
เร็วๆ นี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี อีกกว่า 20 ราย นอกจากไปโรดโชว์ดูงานแล้ว เป็นการเปิดโอกาสทางการตลาดให้เอสเอ็มอีไทยได้พบปะกับผู้ประกอบการญี่ปุ่นอีกด้วย
นอกจากนี้ สมาพันธ์สมาคมการค้าของญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นสมาชิกกว่า 80% จากผู้ประกอบการกว่า 4 ล้านราย ตัดสินใจเลือกไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าให้กับเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่น แม้ว่าประเทศอื่นในอาเซียนจะมีศักยภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ผู้ประกอบการยังคงยืนยันเลือกไทยเป็นฐานที่มั่นในภูมิภาคนี้
กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยในการเป็นศูนย์กระจายสินค้า เพราะอย่างที่ทราบว่าญี่ปุ่นถือเป็นประเทศต้นแบบสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงเป็นประเทศที่การพัฒนาสินค้าในแต่ละชุมชนค่อนข้างแข็งแกร่งมาก
อีกทั้งสินค้าของญี่ปุ่นถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่อนข้างโดดเด่น สะท้อนตัวตนและความแข็งแรงทางวัฒนธรรมที่สืบทอดอย่างยาวนาน และสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยและขายได้อยู่เสมอ
และอย่างที่เคยเขียนไปแล้วในคอลัมน์นี้ สินค้าญี่ปุ่นมีจุดเด่นทั้งในตัวผลิตภัณฑ์ การจัดวางสินค้า และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการตั้งราคาจำหน่ายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคซื้อง่ายและผู้ขายขายได้ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จะนำไปใช้เพื่อพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นโอท็อปหรือผลิตภัณฑ์ในชุมชนต่างๆ ถือเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีความโดดเด่นไม่แพ้สินค้าญี่ปุ่น แต่สินค้าไทยขาดการพัฒนาในเชิงกลยุทธ์การตลาดที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ที่สำคัญต้องถามใจคนไทยว่าเปิดรับสินค้าของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
เป็นที่มาที่อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ดูแลสินค้าโอท็อปทั่วประเทศต้องออกสโลแกนในการพัฒนาสินค้าโอท็อปว่าจะต้องทำให้เป็นสินค้าที่คนไทยฮิตใช้และต่างชาติหลงรัก เพราะหากคนไทยไม่หันมาใช้สินค้าไทยแล้ว จะเรียกร้องให้คนอื่นมาใช้ก็คงยาก แต่การทำให้คนไทยหันมาใช้สินค้าไทยคงต้องใช้กำลังมหาศาล เพราะคนไทยถือเป็นชนชาติหนึ่งที่คลั่งไคล้แบรนด์ต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง
หวังว่าหลังจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลับจากดูงานร่วมกับคณะนายกฯ ที่ประเทศญี่ปุ่น จะเห็นแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ หน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาครัฐที่ต้องเป็นกำลังหนุนที่สำคัญที่จะช่วยสร้างฐานที่แข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอี
เมื่อญี่ปุ่นเลือกไทยเป็นฐานในการกระจายสินค้าด้วยเห็นในศักยภาพแล้ว ถือเป็นโอกาสอันสำคัญของเอสเอ็มอีไทยที่จะพัฒนาตัวเองอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นหลังเปิดเออีซี แต่ถ้าคณะดูงานไปดูงานเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถต่อยอดได้ ก็ต้องถือว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง







