
ธุรกิจแห่จดทะเบียนเพิ่ม 30%
ธุรกิจจดทะเบียนเดือนมี.ค. พุ่ง 4,705 ราย เพิ่มขึ้น 30% แต่หากการเมืองไม่เลิกและรุนแรงคาดเดือนหน้าจะมียอดจดทะเบียนประกอบกิจการลดลง และขอเลิกกิจการเพิ่มขึ้น
ธุรกิจจดทะเบียนเดือนมี.ค. พุ่ง 4,705 ราย เพิ่มขึ้น 30% แต่หากการเมืองไม่เลิกและรุนแรงคาดเดือนหน้าจะมียอดจดทะเบียนประกอบกิจการลดลง และขอเลิกกิจการเพิ่มขึ้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การจดทะเบียนธุรกิจในช่วงเดือนมี.ค. 2553 มีผู้ประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศจำนวน 4,705 ราย แบ่งเป็นการจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,906 ราย ส่วนภูมิภาค 2,799 ราย มีเงินทุนจดทะเบียนจำนวน 1.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,072 ราย หรือคิดเป็น 30% และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก.พ. 2553 มีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 209 ราย หรือ 5% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งสูงสุด ได้แก่ การก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการนันทนาการ บริการด้านธุรกิจอื่นๆ เช่น การทำสัญญาจ้าง และตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวและผู้จัดนำเที่ยว
รวมทั้งยังมีธุรกิจที่ขอเพิ่มทุนในเดือนมี.ค.นี้จำนวน 922 ราย มูลค่า 4.58 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 761 ราย มูลค่า 2.08 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 21% ในด้านจำนวนผู้ประการและ 120% ในด้านมูลค่า โดยธุรกิจที่ขอเพิ่มทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 20%
ขณะที่ธุรกิจที่ขอจดทะเบียนเลิกกิจการมีจำนวน 982 ราย แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯ 260 ราย ภูมิภาค 722 ราย มีเงินทุนจดทะเบียน 2,797 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปี 2552 แต่หากเทียบกับเดือนก.พ. 2553 เพิ่มขึ้น 234 ราย หรือคิดเป็น 31% โดยธุรกิจที่ขอจดทะเบียนยกเลิกมากที่สุด ได้แก่ การก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่นๆ ภัตตาคารร้านอาหารและเครื่องดื่ม และการติดตั้งสาธารณูปโภค
สรุปรวม 3 เดือน หรือไตรมาส 1 มีผู้ประกอบการขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศจำนวน 1.38 หมื่นราย แบ่งเป็นการจัดตั้งในเขตกรุงเทพฯ 40% และภูมิภาค 60% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2552 35% มีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 1.01 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 26% มีการจดทะเบียนเพิ่มทุนเพิ่มขึ้น 372 ราย คิดเป็น 19% และมีการจดทะเบียนยกเลิกธุรกิจจำนวน 2,971 ราย ลดลง 5%
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า แนวโน้มการจดทะเบียนใหม่ในช่วงเดือนหน้าคาดว่าจะลดลง และจะมีธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่คลี่คลาย เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจ การลงทุน และเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนในเมืองไทย โดยจำนวนการจดทะเบียนประกอบธุรกิจอาจจะลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว
สำหรับธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าประชาชนในประเทศขาดความเชื่อมั่นในรายได้ในอนาคต ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นกิจการที่อ่อนไหวต่อความปลอดภัย และลูกค้ามีทางเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งอื่นได้ จึงมีแนวโน้มที่จะเลิกกิจการได้ง่ายหากมีปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
“ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากที่สุดในตอนนี้ คือ การเมือง เพราะเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงจะเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการชุมนุมที่ยืดเยื้อ ก็ส่งผลต่อภาคธุรกิจเช่นเดียวกัน จึงหวังว่าทุกฝ่ายจะเร่งหาทางออกให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน และแรงงานในอนาคตได้” นายอลงกรณ์ กล่าว







