
แอล.พี.เอ็น.ปรับแผน
ลดถือเงินสดเร่งขยายลงทุนตีกันคู่แข่งเปิดสงครามราคา
โพสต์ทูเดย์
— แอล.พี.เอ็น. มั่นใจเศรษฐกิจไม่แย่ตามคาด ลดถือเงินสดในมือเหลือ 500 ล้าน ลุยเปิดโครงการอีกเกือบ 1 หมื่นล้านนายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า ปีนี้ บริษัทได้ลดการถือเงินสดในมือหรือแคชโฟลว์ลงจากปีก่อนที่ 1,000 ล้านบาท เหลือ 500 ล้านบาท เนื่องจากประเมินว่าปัญหาสถาบันการเงินไม่น่ากังวลเหมือนกับปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ ผันผวนและมีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ บริษัทได้ขออนุมัติออกหุ้นกู้จำนวนไม่เกิน 2,000 ล้านบาท อายุไม่เกิน 5 ปี จากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อรองรับการเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งปีนี้มีแผนเปิดตัวทั้งหมด 68 โครงการ มูลค่า 1.31.5 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาสแรกของปีนี้เปิดไปแล้ว 3 โครงการ มูลค่า 5,300 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาเปิดตัว 5 โครงการ มูลค่ารวม 9,300 ล้านบาท
สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% และคาดว่าจะรับรู้รายได้ 9,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% และคาดว่าจะมีโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ 6 โครงการ มูลค่า 7,730 ล้านบาท ในปี 2553 และอีก 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ารอการโอน 1 หมื่นล้านบาท โดยรับรู้ในปีนี้ 7,250 ล้านบาท และในปีหน้าอีก 3,330 ล้านบาท
นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงแผนการขึ้นโครงการแนวราบในรูปแบบมิกซ์ยูส ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ และคอมมูนิตีมอลล์ ที่อยู่ใกล้ กับแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนั้น ยังคงต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจาก การเจรจาซื้อที่ดินยังไม่ได้ข้อสรุป
ด้านกลยุทธ์สื่อการตลาด บริษัทจะให้ความสำคัญกับสื่อประเภท ออนไลน์มากขึ้น เช่น เฟซบุ๊ก เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด อีกทั้งยังได้กลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลง จากอดีตจะอยู่ที่ 3545 ปี ปัจจุบัน ลดลงมาอยู่ที่ 25 ปีขึ้นไป ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้า จากสถาบันการเงิน ปัจจุบันอยู่ที่ 1012% ขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2030%
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของตลาด คอนโดมิเนียมจะเริ่มเห็นสงครามราคาที่แข่งขันกัน เนื่องจากมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่เปิดตัวมากขึ้นอีกทั้งราคาวัสดุก่อสร้างที่เป็นต้นทุนใหญ่ ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่สินค้าคงเหลือในตลาดจะมีอยู่มากขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกก็ยังถือว่าคู่แข่งในระดับเดียวกับบริษัทฯ ยังมีไม่มาก อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นตัวส่งเสริมให้ตลาดคอนโดฯยังเติบโตได้
นอกจากนี้ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดคอนโดมิเนียมระดับล่างเกาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้รับความนิยมมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทคาดว่าปีนี้โครงการคอนโดมิเนียมน่าจะมีโครงการที่ก่อสร้างเสร็จ และจดทะเบียนราว 4 หมื่นหน่วย เติบโตจากปีก่อน 20% เป็นคอนโด มิเนียมระดับราคา 13 ล้านบาท ถึง 70%







