
มันนี่ทูเดย์
ฐิติกรเล็งออกหุ้นกู้
ฐิติกรเล็งออกหุ้นกู้
นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาวระหว่าง 35 ปี หากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นนโยบายหลักในการบริหารต้นทุนทางการเงิน โดยปัจจุบันบริษัทมีเงินกู้ระยะยาวและหุ้นกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3,550 ล้านบาท หรือ 65% ของเงินกู้ทั้งหมด โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4%
สินเชื่อบุคคลเติบโตดี
“เนื่องจากเราเป็นลูกค้าชั้นดีและไม่เคยเป็นหนี้เสียของทุกสถาบันการเงิน เราได้รับการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด การกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือออกหุ้นกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวนั้น เป็นผลดีกับบริษัทในการบริหารต้นทุนและลดความเสี่ยงในด้านอัตราดอกเบี้ย เพราะปัจจุบันเรามีสัดส่วนเงินกู้ต่อทุนหรือต่ำเพียง 1.5 เท่า เรา จึงพร้อมที่จะกู้เงินอัตราดอกเบี้ยคงที่เพิ่ม เพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง” นายประพลกล่าว
ปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนและในหลายภูมิภาคกำลังมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยุโรป (ECB) ได้ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง จาก 0.75% มาอยู่ที่ 0.5% อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่รัฐบาลหลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤติทางการเงิน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ทำให้กระทรวงการคลังเชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย น่าจะเป็นแนวทางทำให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกได้ ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. ยังไม่มีมติใดๆ เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
นายประพลกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการแข่งขันตลาดเช่าซื้อ ซึ่งที่ผ่านมา TK สามารถบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยได้ดีเนื่องจาก TRIS ให้ Credit Rating แก่ TK ที่ A ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย TK ในช่วง 3 4 ปีอยู่ที่ประมาณ 4%
นายประพลกล่าวว่า TK สามารถเติบโตต่อเนื่องได้ดีมาโดยตลอด TK ได้ตั้งเป้าไว้เมื่อต้นปีนี้ว่าจะเติบโตอีกไม่ต่ำกว่า 10% ในปีนี้ ในขณะที่ผลประกอบการเมื่อปีที่แล้ว รายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 3,369.6 ล้านบาท ในปี 2554 มาเป็น 3,662.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% ส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อสุทธิรวม เพิ่มขึ้นจาก 7,576.3 ล้านบาท ในปี 2554 มาเป็น 8,647.9 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 14.1% และกำไรสุทธิ 712.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกำไรสูงสุดนับจากการก่อตั้งกิจการมากว่า 40 ปี และทำลายสถิติติดต่อกัน 3 ปีซ้อน
การขยายสาขาเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะทำให้ TK สามารถรักษาเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ได้ โดยในปีนี้ TK ได้เพิ่มสาขาไปแล้ว 3 สาขา และช่วงเวลาที่เหลือในปีนี้ จะเพิ่มสาขาอีก 7 แห่ง ในขณะที่การขยายทีมงานในปีนี้ TK กำลังเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มเติมอีก 250 คน จากปัจจุบันที่มีพนักงานกว่า 1,800 คนทั่วประเทศ
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มภาพรวมธุรกิจสินเชื่อบุคคลว่า ยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสทางธุรกิจอยู่มากและคาดว่าภาพรวมตลาดสินเชื่อบุคคลในปี 2556 จะอยู่ที่ประมาณ 2.8 แสนล้านบาท หรือเติบโตจากปี 2555 ราว 11% ซึ่งตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลมีมูลค่ารวมที่ 2.52 แสนล้านบาท มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 9.9 ล้านบัญชี โดยการเติบโตหลักในปีที่ผ่านมาจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีอัตราการเติบโตมากที่ 33.1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารพาณิชย์หันมาทำการตลาดสินเชื่อบุคคลมากขึ้น และการเข้าถึงบริการทางการเงินของภาคครัวเรือนไทยที่เป็นลูกค้าธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยมียอดวงเงินสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ขยายตัวจากปี 2554 ราว 98% ด้านบัตรกดเงินสด KExpress Cash มียอดการสมัครบัตรใหม่จำนวน 3.8 แสนบัตร ทำให้ปัจจุบันมีฐานลูกค้ารวมกว่า 8 แสนบัตร ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายธุรกิจสินเชื่อบุคคลให้เป็นบริการวงเงินกู้เผื่อฉุกเฉินที่มีไว้เพื่อสร้างความอุ่นใจ ช่วยเสริมสภาพคล่องในยามจำเป็น โดยไม่ต้องมีหลักประกัน เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป สำหรับในปี 2556 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตจากปี 2555 ราว 3942% พร้อมตั้งเป้าหมายจำนวนบัตรรวมทั้งสิ้น 1 ล้านบัตร ภายในสิ้นปีนี้
กรุงไทยระบายเอ็นพีเอ
นายสุชาติ เดชอิทธิรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มทรัพย์สินพร้อมขาย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ธนาคารมีนโยบายการตลาดเชิงรุก โดยจัดทำโครงการ KTB NPA Road Show โดยคัดสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ที่มีศักยภาพทั้งที่เกิดจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดเส้นทางโลจิสติกส์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง แหล่งสถานที่ท่องเที่ยว หรืออยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ เพื่อนำเสนอต่อนักลงทุนในภาคต่างๆ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2556 นี้ จะสามารถสร้างยอดขายทรัพย์เอ็นพีเอได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท







