
ประชานิยมหลวราคายางหล่นฮวบ
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา หรือโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางครบอายุโครงการ เมื่อสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ผลออกมาชัดเจนแล้วว่าโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านราคาและการเพิ่มศักยภาพผลผลิต
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ยอมรับว่า แม้ว่าจะใช้เงินกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เข้าไปซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรที่เข้าร่วมโครงการในราคา 104 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่จนจบโครงการก็ยังไม่สามารถดึงให้ราคายางขยับขึ้นไปที่ราคาเป้าหมาย 120 บาทต่อ กก.ได้
สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยภายนอก คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าและผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกอย่าง จีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปเจอวิกฤตเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม หวังว่ากลางปี 2556 เป็นต้นไป เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้การสั่งซื้อยางพาราเพิ่มมากขึ้น และช่วยดึงราคายางในประเทศให้ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราในประเทศ ที่รัฐบาลหวังว่าจะเป็นไม้เด็ดมาช่วยเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์
ทั้งนี้ ยางพาราที่โครงการรับซื้อไว้มีประมาณ 2 แสนตัน โดยทางกระทรวงฯ จะยังไม่ขายออกจากสต๊อกจนกว่าจะได้ราคาที่น่าพอใจ หรือไม่ต่ำกว่าราคาที่รับซื้อมา แต่หากได้ราคาไม่ดีก็จะใช้ยางในสต๊อกเป็นวัตถุดิบในโครงการลงทุนก่อสร้างของรัฐทั้งหมด เพื่อกระตุ้นการใช้ในประเทศ
“ผมไม่คิดว่าโครงการจะขาดทุนเหมือนพืชอื่น เพราะยางเก็บไว้ได้ไม่เสีย ขณะเดียวกันกำลังวางแผนทำยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่ายางพารา เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 30% หรือเกือบ 2 ล้านตัน ทำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 56 แสนล้านบาท” ยุทธพงศ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริหารโครงการฯ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติขยายอายุบริหารโครงการไปถึงสิ้นปีนี้ เพื่อให้องค์การสวนยาง (อสย.) ที่มีหน้าที่รับซื้อยางมีอำนาจในการบริหารโครงการต่อ
สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราปัจจุบันยังส่งสัญญาณดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขราคายางแผ่นดิบที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่อยู่ที่ 72.20 บาทต่อ กก. และราคาซื้อขายล่วงหน้า (เอฟโอบี) อยู่ที่ 80.75 บาทต่อ กก. นอกจากนั้นยังมีความกังวลว่าเมื่อผลผลิตชุดใหม่ที่จะเริ่มออกมาในเดือน พ.ค.นี้ อาจยิ่งดึงให้ราคายางดิ่งลงไปอีก
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ จึงได้เรียกประชุมหน่วยงานและภาคเอกชน เพื่อหามาตรการเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า โดยหลายฝ่ายเห็นว่าอาจจำเป็นต้องใช้เงินที่เหลืออยู่อีก 2 หมื่นกว่าล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้ 4.5 หมื่นล้านบาท มาช่วยพยุงราคารวมทั้งควรต้องกำหนดราคาใหม่ที่เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับราคาต้นทุนคือ 85 บาทต่อ กก. ไม่ใช่ตั้งไว้สูงเกินไป
“คงให้คำตอบตอนนี้เลยไม่ได้ว่า คณะกรรมการฯ จะใช้เงินที่เหลืออยู่จากกรอบวงเงินที่อนุมัติไว้มาใช้พยุงราคา เพราะเรื่องนี้ต้องให้ฝ่ายนโยบายเป็นผู้ตัดสินใจ” ยุทธพงศ์ ระบุ
สำหรับปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศปี 2555 มีผลผลิตยางพาราทั้งหมด 3.65 ล้านตัน มีเป้าหมายเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศอีก 2 ล้านตัน







