
ลงทุนสไตน์ 2 พี่น้อง "คิงส์ กรุ๊ป"
กำลังเข้าสู่รุ่นที่ 2 ของกลุ่มธุรกิจ คิงส์ กรุ๊ป ที่มีบริษัทในเครือ 5 แห่ง ตั้งแต่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร และผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ยี่ห้อ HERO, D, สวัสดี ภายใต้การดูแลของพี่ชายคนโตซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็วๆ นี้
กำลังเข้าสู่รุ่นที่ 2 ของกลุ่มธุรกิจ คิงส์ กรุ๊ป ที่มีบริษัทในเครือ 5 แห่ง ตั้งแต่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร และผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อบรรจุภัณฑ์ยี่ห้อ HERO, D, สวัสดี ภายใต้การดูแลของพี่ชายคนโตซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็วๆ นี้
วันนี้ 2 พี่น้อง “ภัทธิดา จุลศักดิ์ศรีสกุล” และ“ไพบูลย์ จุลศักดิ์ศรีสกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล ได้มาเปิดเผยถึงวิธีการลงทุนของครอบครัวที่ไม่แตกต่างอะไรจากการทำงานหรือความรับผิดชอบในหน้าที่หลักของแต่ละคน เพราะทุกคนมองว่าหากทำให้ครอบครัวหรือบริษัทดีและเติบโตมากเท่าไร ทุกคนก็จะได้ประโยชน์จากการลงทุนเท่ากัน
“ไพบูลย์” น้องชายวัย 31 ปี ที่รับผิดชอบงานต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ภาพการลงทุนของเขาคือการลงทุนเพื่อขยายงานให้บริษัทมีการเติบโตมากขึ้น และตอนนี้เริ่มจากการขยายเครื่องจักรเพื่อมาทดแทนค่าแรง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา
ถัดมาคือการขยายตลาดการส่งสินค้าไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาจต้องตั้งบริษัทในต่างประเทศ และสุดท้ายการขยายธุรกิจด้วยการซื้อกิจการ ซึ่งทั้งหมดนี้บิดาของเขาให้เป้าหมายว่าจะต้องทำรายได้จากการส่งออกต่างประเทศถึง 1 หมื่นล้านบาทใน 34 ปีนี้ เทียบจากสิ้นปีก่อนทำได้ 4,000 ล้านบาท
ทุกวันนี้เขาต้องไปต่างประเทศบ่อยก็เพื่อหาช่องทางการขยายธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดเตรียมพร้อมประมูลงานหน่วยงานรัฐในสหรัฐที่จะสั่งสินค้าพลาสติกของบริษัทแล้วใช้ในทุกหน่วยงานที่ขึ้นอยู่กับรัฐนั้น ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล โรงเรียน
ส่วนการซื้อกิจการหรือการร่วมทุน ขณะนี้ก็มีการเจรจาอยู่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 ปีครึ่งนี้ โดยเงินที่จะใช้ซื้อกิจการก็มองไว้ตั้งแต่เงินทุนในส่วนที่เป็นฝ่ายงานของตัวเอง กู้ธนาคารพาณิชย์ หรือเป็นเงินทุนที่ต้องมีการเขียนแผนธุรกิจชัดเจนเพื่อไปขอเงินลงทุนกับบริษัท ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากคุณพ่อและผู้ดูแลเงินอย่างพี่สาว
“ผมได้หลักการ แนวคิด และวิธีการลงทุนของคุณพ่อมาเยอะ ทำให้เวลาจะคิดหรือเริ่มต้นโครงการใหม่ทำให้ต้องคิดถึงสิ่งที่พ่อเคยสอน เช่น การที่ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจหลายประเภทก็เพราะต้องการกระจายความเสี่ยงธุรกิจ หลังจากเคยเจ็บตัวตอนวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว หรือการที่จะเริ่มลงทุนหรือขยายธุรกิจใดก็ต้องมองให้ชัดเจนว่าอนาคตอุตสาหกรรมนี้จะมีโอกาสเติบโตได้”
ล่าสุดบริษัทได้ลงทุนธุรกิจสื่อสารเมื่อปลายปี 2555 เพราะเห็นว่าอนาคตจะมีการเติบโตมาก
สำหรับอัตราผลตอบแทนในการลงทุนนี้ อาจเป็นเรื่องที่วัดยาก แต่เพราะทั้งหมดนี้คือการลงทุนในนามธุรกิจครอบครัว ทำให้ต้องมีการศึกษาและเตรียมตัวสิ่งที่จะลงทุนใหม่อย่างจริงจัง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปิดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด
สำหรับพี่สาวคนกลาง “ภัทธิดา” เธอเสมือนเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลเรื่องงานหลังบ้านและระบบเงินทั้งหมดของครอบครัวและบริษัทให้เป็นอย่างดี ซึ่ง “ภัทธิดา” ออกตัวว่า จริงแล้วพี่น้อง 3 คนไม่มีใครชอบเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเลขเลย
เธอเรียนปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็ยังเลือกเรียนด้านการตลาด แต่เพราะเป็นคนชอบหาเงินหรือค่าขนมพิเศษให้ตัวเองตั้งแต่เด็ก และการที่เป็นผู้หญิงจึงดูสะดวกกว่าที่จะเจรจากับลูกน้อง ลูกค้า พี่น้องชาย หรือธนาคารพาณิชย์ บิดาได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ และปล่อยให้พี่ชายและน้องชายดูการขยายงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเธอมองว่าสิ่งที่เธอทำนั้นคือความท้าทาย ควรทำให้ได้ พอทำได้แล้วก็ตั้งเป้าหมายใหม่ พร้อมกำหนดระยะเวลาจะไปถึงเป้าหมายแต่ละครั้ง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอทำงานด้วยความสนุก
การลงทุนของเธอ นั่นคือการดูแลเงินของบริษัทและครอบครัวให้มีความมั่นคง ซึ่งปัจจุบันครอบครัวมีการลงทุนอยู่ 3 ประเภท คือ ค่าเงิน เนื่องจากธุรกิจครอบครัวต้องใช้สกุลเงินเหรียญสหรัฐถึง 95% ที่เหลือเป็นยูโร และอื่นๆ ทำให้เธอต้องติดตามข่าวสารและดูแลค่าเงินทุกสกุลทุกวัน ทั้งนี้เพื่อจะได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า
“ที่ผ่านมาก็เคยบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้ครอบครัวผิดพลาด ตอนนั้นหายไป 10 ล้านบาท แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อบอกว่าซื้อประสบการณ์ ทำให้เรารู้หลักและติดตามพอร์ตอย่างไรบ้างที่จะป้องกันความเสี่ยงโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือลอยตัวเมื่อไร หรือจะบริหารแบบธรรมชาติเมื่อรู้ว่าค่าเงินมีทิศทางแข็ง นอกจากป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าแล้วก็ทยอยนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบเข้ามาเพิ่ม”
ทั้งหมดนี้มองว่าจริงๆ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ถูกต้องเสมอไปว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไร แต่มองว่าถ้าเคยทำให้ที่บ้านขาดทุนไป สุดท้ายก็ต้องหาคืนมาทดแทนส่วนที่ขาดทุนไปให้ได้
นอกจากนั้น ครอบครัวมีการลงทุนในกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างละ 50% โดยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1015% แต่สำหรับกองทุนต่างประเทศจะไปลงทุนในประเทศที่มีการติดต่อกับลูกค้าด้วย ทั้งนี้ถือเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัทสามารถทำธุรกรรมกับบริษัทได้เป็นอย่างดี ส่วนหุ้นครอบครัวไม่ได้มีการลงทุน แต่มีเพราะได้รับจากการอุปการคุณจากคู่ค้า ลูกค้า และธนาคาร
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ครอบครัวยังมีการลงทุนต่อเนื่องคือ ที่ดิน เพราะถือเป็นธุรกิจเริ่มต้นของคุณพ่อคุณแม่ที่ทำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มานาน อีกทั้งตอนนี้มีการซื้อที่ดินในต่างประเทศเก็บไว้ด้วย เพราะที่ยุโรปและสหรัฐประสบปัญหาเศรษฐกิจทำให้ได้สินทรัพย์ในราคาถูก อีกทั้งค่าเงินของเขาก็ยังถูกซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะซื้อเก็บไว้
“เชื่อว่าการซื้อที่ดินเก็บไว้เป็นการสร้างโอกาสในอนาคต เพราะที่ดินมีแต่จะเพิ่มมูลค่า แทบจะไม่มีจุดเสีย และถ้าซื้อถูกที่ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะราคาที่ดินจะปรับขึ้นทุกปีประมาณ 10%” ภัทธิดา กล่าว
เรียกได้ว่ารุ่นที่ 2 ต่อยอดให้ธุรกิจรุ่นแรกรุ่งเรืองต่อไปจริงๆ







