
โลคอลไลเซชั่นธุรกิจโตเงียบ...โอกาสเพียบ
ในโลกนี้มีไม่กี่ธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ และหนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจโลคอลไลเซชั่น
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
ในโลกนี้มีไม่กี่ธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ และหนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจโลคอลไลเซชั่น ที่เติบโตแบบเงียบๆ ท่ามกลางโอกาสที่มีอยู่เพียบ ตราบที่กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้โลกใบนี้เล็กลง
“พนิตนันท์ ทอมพ์สัน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็คโค่ คอมมิวนิเคชั่นส์ เล่าถึงธุรกิจนี้ที่บางคนอาจยังไม่รู้จักว่า โดยธุรกิจโลคอลไลเซชั่น (Localization) คือ นวัตกรรมการแปลแบบครบวงจร ซึ่งเป็นการผนวกระหว่างศิลปะกับวิทยาศาสตร์ นำงานต้นฉบับมาทำให้เป็นภาษาท้องถิ่น พร้อมกับประยุกต์เรื่องวัฒนธรรม รวมถึงการนำเสนอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสื่อสารไปยังคนในท้องถิ่นได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์และบริการที่มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งดิจิตอลและมัลติมีเดีย
ที่ผ่านมาผู้คนรู้จักแต่ธุรกิจแปลภาษาที่เน้นแปลตำราและเอกสาร แต่ทุกวันนี้เราพูดถึงงานแปลที่มากเป็นล้านๆ คำ การแปลซอฟต์แวร์ แปลเว็บไซต์ จึงต้องล้างสมอง ลืมงานแปลแบบเก่าให้หมด จบอะไรก็เป็นนักแปลได้ไม่ว่าจะเรียนวิศวะ เภสัช บัญชี เพราะไม่มีใครรู้ดีกว่าคนในสายงาน โลกวันนี้ไม่ได้มีแต่งานแปลด้านศิลปศาสตร์อีกแล้ว
น่าสังเกตว่า แนวโน้มธุรกิจโลคอลไลเซชั่นเติบโตมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะเอเชียมีบทบาทมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐมีปัญหา และส่วนหนึ่งมาจากกระแสการรวมตัวสู่ประชาคมอาเซียน ที่ทำให้ความต้องการแปลภาษาเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาก เพราะต้องใช้เอกสารมากมายในเรื่องโลจิสติกส์ข้ามแดน ทั้งกฎระเบียบต่างๆ วีซ่าใบอนุญาตทำงาน ฯลฯ
ที่สำคัญ เมื่อเกิดการรวมตัวของอาเซียน งานโลคอลไลเซชั่นต้องทำจากภาษาท้องถิ่นเป็นอังกฤษ จากเดิมที่ทำภาษาอังกฤษเป็นภาษาอื่นๆ อย่างมีงานต้นฉบับเกี่ยวกับกฎหมายภาษาเมียนมาร์ นักลงทุนเป็นต่างชาติ มีคำถามว่าใครจะแปล และใครจะเป็นบรรณาธิการให้ คนคนนี้ต้องรู้แตกฉานใน 2 ภาษา ทุกวันนี้งานเข้ามามากจนรับไม่ไหว โดยเฉพาะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์
ธุรกิจโลคอลไลเซชั่นโดยรวมทั้งโลก ปี 2555 มีมูลค่าราว 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วนในเอเชียประมาณ 10.5% และน่าจะโตราว 8% ความต้องการโลคอลไลเซชั่นส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องไลฟ์สไตล์ ภาคการผลิต และซอฟต์แวร์ไอที
“โอกาสทางการตลาดเยอะมาก อยู่ที่จะได้ส่วนแบ่งมาเท่าไร การจะได้มาก็ต้องพัฒนาบุคลากรทั้งในและนอกองค์กร เพื่อรับการเติบโตให้ทัน ไม่ว่าใครจะมีวิกฤต ธุรกิจนี้ก็ไม่เดือดร้อนเท่าไรยังไปได้เรื่อยๆ”
เอ็คโค่มีบริการแบบครบวงจรในจุดเดียว (OneStop Service) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งทำให้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด ซึ่งยังไม่มีบริษัทใดที่ทำงานโลคอลไลเซชั่นครบวงจรแบบเอ็คโค่ ทั้งนี้ในปี 2553-2554 ธุรกิจบริษัทเติบโต 38% ส่วนปี 2554-2555โต 25% ขณะที่เฉพาะในไตรมาสแรกของปีนี้โตไปแล้ว 35% และคาดว่าตลอดทั้งปีนี้น่าจะมีแนวโน้มที่ดี
หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้อยู่ที่บุคลากร ซึ่งต้องเฟ้นหานักแปลมาจากหลากหลายแห่ง เปิดรับผ่านเฟซบุ๊ก สื่อออนไลน์ ซึ่งจะต้องทดสอบและประเมินว่าคุณภาพงานผ่านมาตรฐานหรือไม่ นอกจากนี้บริษัทไม่ได้ทำแค่ภาษาอังกฤษเป็นไทย แต่ทำหลายภาษามาก ต้องบริหารจัดการเครือข่ายทีมงานเป็นพันๆ คนทั่วโลก
เทคนิคในการรักษาบุคลากรให้อยู่นานๆ คือ ความยืดหยุ่น เพราะเข้าใจว่า 1+1 ไม่ได้เท่ากับ 2 ความต้องการลูกค้าแต่ละวันไม่ซ้ำกันเลย การจะทำให้ลูกค้าประทับใจและเป็นไปตามความคาดหวังต้องใช้ความยืดหยุ่น เช่นเดียวกับการดูแลนักแปล รวมทั้งไม่หยุดพัฒนาบุคลากรทั้งพนักงานประจำและเอาต์ซอร์ส พยายามให้เป็นบ้านหลังใหญ่ที่คุยกันได้หมด
เอ็คโค่มีแผนจะขยายธุรกิจในภูมิภาคนี้ โดยบริษัทเพิ่งไปเปิดสำนักงานที่ประเทศลาว ซึ่งมีศักยภาพมาก มีความสามารถที่จะเป็นฐานธุรกิจต้นทุนต่ำ และธุรกิจแปลภาษาในลาวแทบจะไม่มีเลย เอ็คโค่จึงเป็นเจ้าแรกในธุรกิจโลคอลไลเซชั่นในลาว อีกทั้งยังมีแผนจะขยายธุรกิจในไปอินโดนีเซียภายในปลายปี 2557 เพราะมีศักยภาพในเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีความต้องการด้านโลคอลไลเซชั่นมาก
อยากฝากเรื่องการศึกษาสำคัญสุด เพราะการสร้างบุคลากรใช้เวลา อยากให้มองเห็นความจำเป็น และรีบปรับปรุงระบบการศึกษาของรัฐบาลที่จริงเด็กไทยมีศักยภาพ ต้องให้โอกาส รับฟังความคิดของเด็ก สอนให้คิดเป็น ภาษาอังกฤษต้องเริ่มอย่างจริงจังตั้งแต่เด็กๆ ต้องเริ่มตอนนี้ และทำอย่างเร่งด่วน
ที่จริงไทยต้องเตรียมตัวนานแล้ว เพราะบุคลากรที่จะทำงานในปี 2558 ที่เปิดประชาคมอาเซียนคือคนที่ต้องเตรียมมาตั้งแต่ 15 ปีแล้วถึงจะสู้เขาได้ อีก 2 ปีตอนนี้เด็กเป็นอย่างไร เอาอะไรไปสู้กับเขา คะแนนภาษาอังกฤษเด็กไทยยังต่ำมาก หากไม่ทำอะไร ไทยจะเสียเปรียบเมียนมาร์ ลาว หลังจากเสียเปรียบจีนไปแล้ว สิงคโปร์ก็ทิ้งห่างไปมาก







