
ธปท.หนักใจเงินบาทแข็งเกิน
ธปท.รับเงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นแล้ว 6.73%
ธปท.รับเงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นแล้ว 6.73%
ค่าเงินบาทเมื่อวานนี้ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง โดยวิ่งขึ้นลงอยู่ในช่วง 28.67 - 28.72 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นมา 6.73% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า เงินบาทเริ่มแข็งค่าเกินจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยไปบ้างแล้ว
“การหารือกับนายกฯ และทีมเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ไม่ได้หารือเรื่องค่าเงินบาท เน้นเกี่ยวกับราคาทองคำและตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ในวันที่ 26 เม.ย. เรื่องผลกระทบการส่งออกจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพื่อรับฟังผลกระทบและความต้องการของเอกชนที่อยากให้รัฐช่วยเหลือ เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันสะดวกขึ้น
กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 8 - 9% โดยนายกฯ สั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่ เพื่อกระตุ้นการส่งออกในครึ่งหลังของปีให้มากขึ้น
ทางด้านสถานการณ์ต่างประเทศ
ที่ประชุมประจำปีธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ซึ่งเปิดม่านขึ้นเมื่อวานนี้ ได้แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เศราฐกิจโลกที่การเติบโตยังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ประกอบกับเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในช่วง “หยุดนิ่ง” นอกจากนั้นยังเกิดความวิตกกังวลต่อมาตรการอัดฉีดทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่ทำให้เกิดสภาพคล่องมากจนเกินไป
รายงานระบุว่า เริ่มมีกระแสเรียกร้องจากประเทศสมาชิก ให้ลดการใช้นโยบายรัดเข็มขัดทางการเงินธนาคารกลางลง ซึ่งมาตรการอัดฉีดเหล่านั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้โลกเกิดสภาวะเงินเฟ้อขึ้นในขณะที่
นอกจากนั้น คริสตีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้แสดงความวิตกกังวลครั้งใหม่ว่า การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศในโลกอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ยุโรป และญี่ปุ่นยังอยู่ในภาวะชะงักงัน ส่วนสหรัฐอยู่ในภาวะซบเซา แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นกลับฟื้นตัวอย่างร้อนแรงเกิน
ลาการ์ดกล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอนที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องตระหนักด้วยเช่นกัน
กรการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ซึ่งเปิดม่านขึ้นเมื่อวานนี้ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง ประกอบกับเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในช่วง “หยุดนิ่ง” นอกจากนั้นยังเกิดความวิตกกังวลต่อมาตรการอัดฉีดทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่ทำให้เกิดสภาพคล่องมากจนเกินไป
นอกจากนี้ เริ่มมีกระแสเรียกร้องจากประเทศสมาชิก ให้ลดการใช้มาตรการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดวิกฤต เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกสูงขึ้น
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ แสดงความวิตกว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเกิดความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างกลุ่มประเทศในโลกอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ยุโรปและญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะชะงักงัน ส่วนสหรัฐซบเซา แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับร้อนแรงเกินไป
ลาการ์ดกล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอนที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องตระหนักด้วยเช่นกัน







