posttoday
อย่าวิตกค่าบาทมากไป

อย่าวิตกค่าบาทมากไป

15 เมษายน 2556

ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี จนทำให้หลายฝ่ายมีความวิตกว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการส่งออก ซึ่งพบว่าเงินบาทในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์แข็งค่าร่วงลงทะลุที่ 28.9228.98 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปกว่านี้ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันตัวเลขก็ไม่ดีนัก เห็นได้จากการส่งออกในเดือน ก.พ. หดตัวถึงร้อยละ 5 โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังเตรียมออกมาปรับเปลี่ยนเป้าการส่งออกของปีนี้ใหม่

ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี จนทำให้หลายฝ่ายมีความวิตกว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการส่งออก ซึ่งพบว่าเงินบาทในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์แข็งค่าร่วงลงทะลุที่ 28.9228.98 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปกว่านี้ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันตัวเลขก็ไม่ดีนัก เห็นได้จากการส่งออกในเดือน ก.พ. หดตัวถึงร้อยละ 5 โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังเตรียมออกมาปรับเปลี่ยนเป้าการส่งออกของปีนี้ใหม่

อย่างไรก็ดี เมื่อไปพิจารณาถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในภูมิภาคและเงินของเอเชีย พบว่าเกือบทั้งหมดมีการอ่อนค่า เช่น เงินหยวน อ่อนค่าไปติดลบร้อยละ 0.13 เหรียญสิงคโปร์ติดลบร้อยละ 0.15 ขณะที่เงินวอนของเกาหลีใต้ ซึ่งมีปัญหากับเกาหลีเหนือ ก็อ่อนค่าไปเพียงร้อยละ 0.17 ในด้านตลาดการเงินและตลาดทุนของโลกและภูมิภาคยังไม่เห็นความผิดปกติ เช่น ตลาดหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่น ก็ยังเป็นบวก แสดงว่าตลาดญี่ปุ่นไม่ได้กังวลปัญหาวิกฤตในคาบสมุทรเกาหลี อีกทั้งรัฐบาลใหม่และธนาคารกลางของญี่ปุ่นออกมาตรการ QE หรือมาตรการผ่อนคลายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมาก เพราะญี่ปุ่นมีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐ ก็อัดฉีดเงินในรูปของการซื้อพันธบัตร ผ่านโครงการ QE 3 เป็นจำนวนเงิน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งก็เป็นโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว

คำถามว่า แล้วทำไมเงินบาทจึงแข็งค่าสวนทางกับเงินในสกุลเอเชีย ซึ่งผมลองวิเคราะห์เห็นว่า เงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ น่าจะมีสาเหตุจาก (1) มีกระแสเงินไหลเข้า หรือ Cash Inflow เข้ามาทำกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 5 ปีของไทย มีผลตอบแทนร้อยละ 3.18 ขณะที่ในสหรัฐมีผลตอบแทนเพียงร้อยละ 1.76 (2) นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยและต่อค่าเงินบาท ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับเครดิตประเทศไทย เป็นระดับ BBB+ แต่โดยข้อเท็จจริงก่อนหน้านี้ เงินทุนไหลเข้าก็เข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง (3) ในช่วงก่อนสงกรานต์มีพันธบัตรทั้งภาครัฐและเอกชนออกมาเสนอขาย มีมูลค่ามากกว่า 2.5 แสนล้านบาท เช่น พันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย มูลค่า 1.366 แสนล้านบาท พันธบัตรรัฐบาล 45,540 ล้านบาท พันธบัตรรถไฟฟ้าบีทีเอส (BITGIF) มูลค่า 23 หมื่นล้านบาท (4) ประเทศไทยทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการสกัดเงินทุนไหลเข้าในลักษณะที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งทาง ธปท.เกรงว่า หากมีมาตรการอะไรที่รุนแรง อาจกระทบกับความเชื่อมั่นและมีผลข้างเคียงในตลาดการเงินและตลาดทุน

ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่เงินบาทในช่วงก่อนสงกรานต์มีการแข็งค่าสวนทางกับเงินในภูมิภาค ไม่ใช่ความผิดปกติของตลาดการเงิน แต่น่าจะเกิดจากช่วงจังหวะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนมีการเสนอขายพันธบัตรออกมาจำนวนมาก และให้ผลตอบแทนที่จูงใจ ภายใต้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและเอาเงินเข้ามาพัก เพื่อเตรียมการในการที่จะเข้าซื้อพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรของรัฐบาล ซึ่งน่าจะทยอยออกมาภายใต้โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท

จากที่ได้ติดตามเรื่องเงินบาทและมานานพอสมควร รวมทั้งติดตามข้อวิเคราะห์จากผู้รู้ ซึ่งยังเห็นว่าเงินบาทไทยคงไม่น่าจะแข็งค่าแบบหวือหวาได้นาน เพราะขณะนี้ค่าเงินก็กลับมาอยู่ที่อัตรา 2929.15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็ยังถือว่าแข็งค่าค่อนข้างมาก แต่อันที่จริงเงินบาทไทยตั้งแต่เดือน ม.ค.เป็นต้นมา เฉลี่ยแข็งค่าอยู่ในอัตรา 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผมว่าในช่วงนี้เที่ยวช่วงสงกรานต์ให้สนุกและพักผ่อนให้เต็มที่ อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไป หลังสงกรานต์แล้วค่อยมาติดตามกันต่อ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่