
ดัชนีเศรษฐกิจไทย
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ออกรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเดือน มี.ค. ที่น่าสนใจดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ออกรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเดือน มี.ค. ที่น่าสนใจดังนี้
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน มี.ค. 2556 อยู่ที่ 2.7% ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ 3.2% โดยเป็นผลมาจากการลดลงของราคาสินค้าจำพวกเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ เนื่องจากหมดช่วงตรุษจีน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังมีการปรับตัวลดลงตามการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่ราคาสินค้าจำพวกผักและผลไม้มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเริ่มเข้าสู่หน้าแล้งผลผลิตเข้าสู่ตลาดน้อยลง
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2% ลดลงจากเดือนก่อนหน้า
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างในเดือน มี.ค. 2556 ขยายตัว 1.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ในระดับ 1.8% ตามการลดลงของราคาในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก 0.1% เนื่องจากราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวลดลง
ราคาหมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ อาทิ ยางมะตอยที่อยู่ที่ 0.1% เช่นกัน อย่างไรก็ดีราคาวัสดุในหมวดซีเมนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% จากอุปสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนโครงการลงทุนภาคเอกชน และโครงการลงทุนภาครัฐ ทำให้ในไตรมาสแรกปี 2556 ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างขยายตัว 1.6%
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมเดือน มี.ค. อยู่ที่ระดับ 75 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 74.3 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และปรับตัวอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 85 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2549 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น
รวมทั้งความต่อเนื่องของการใช้จ่ายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อโดยรวมเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ปริมาณการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในเดือน มี.ค. 2556 มีจำนวน 201,767 คัน หรือขยายตัวเล็กน้อย 0.04%
ยอดขายรถจักรยานยนต์ใน กทม.ขยายตัว 21.6% จากเดือนก่อนที่หดตัวลง 3.6% ขณะที่ยอดขายรถจักรยานยนต์ในส่วนภูมิภาคยังคงหดตัว 5.2% ทำให้ในไตรมาสแรกของปียอดขายรถจักรยานยนต์ขยายตัวได้แค่ 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน มี.ค. 2556 คาดว่าจะขยายตัว 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนที่หดตัว 0.2% ตามการขยายตัวของผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ประกอบกับราคาที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงจากนโยบายภาครัฐจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น







