posttoday
โซนนิงเพื่อเกษตรกร

โซนนิงเพื่อเกษตรกร

08 เมษายน 2556

แนวทางการพัฒนาเขตพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม หรือการจัดทำโซนนิง ถือเป็นความพยายามในการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรของประเทศที่น่าสนับสนุน เนื่องจากหากสามารถผลักดันจนประสบความสำเร็จ จะช่วยยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศ เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือนเกษตรกร และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการหางบประมาณมาช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรต่างๆ เป็นจำนวนมหาศาลเช่นในปัจจุบัน

แนวทางการพัฒนาเขตพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม หรือการจัดทำโซนนิง ถือเป็นความพยายามในการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตรของประเทศที่น่าสนับสนุน เนื่องจากหากสามารถผลักดันจนประสบความสำเร็จ จะช่วยยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศ เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือนเกษตรกร และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการหางบประมาณมาช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรต่างๆ เป็นจำนวนมหาศาลเช่นในปัจจุบัน

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กระทรวงเกษตรได้ออกประกาศกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการผลิตแล้ว 6 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 5 ชนิดได้แก่ โคเนื้อ โคนม สุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ และคาดว่าเดือนนี้จะประกาศเขตเหมาะสมสำหรับการผลิตพืช อีก 7 ชนิด และสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งนับว่าการจัดทำโซนนิงมีความคืบหน้าไปพอสมควรในแง่การพิจารณาพื้นที่

จากการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพ พบว่าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวจำนวน 11 ล้านไร่ ครอบ คลุมผลผลิตประมาณ 3.37 ล้านตัน ข้าวเปลือก จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดทั่วประเทศ 65 ล้านไร่ เป็น ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 2730 ล้านตันข้าวเปลือกต่อหนึ่งฤดูเพาะปลูก

ซึ่งปัญหาการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม อันที่จริงแล้วไม่สามารถโยนความผิดไปให้เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว เพราะเกษตรกรจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตรโดยใช้หลักวิชาการ ที่ผ่านๆ มาก็ทำตามบรรพบุรุษปู่ย่าตายาย ถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพการผลิต เห็นได้จากผลผลิตต่อไร่ข้าวไทยต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน โดยจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ พบว่าผลผลิตต่อไร่ของไทยใน ปีการผลิต 2553-2554 อยู่ที่ 448 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่เวียดนาม คู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดส่งออกข้าวโลก มีผลผลิตต่อไร่สูงถึง 862.4 กิโลกรัม และอินโดนีเซีย แม้จะเป็นผู้นำเข้าข้าวจากประเทศไทยเพราะผลผลิตภายในไม่เพียงพอต่อการบริโภค ก็ยังมีผลผลิตต่อไร่สูงถึง 779.2 กิโลกรัมต่อไร่

ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการจูงใจเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวให้เปลี่ยนอาชีพอื่นตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะให้การปลูกข้าวปี2556/2557 ใช้การโซนนิ่งมาดูแลการปลูกข้าวนั้น ก็

ลดปริมาณข้าวได้ 3.3 ล้านตัน สศก.ขย่มขวัญรัฐคาดการผลผลิตข้าวนาปี 2556 /2557 ประมาณ 27 ล้านตันข้าวเปลือก

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.

ทั้งนี้จากการศึกษาความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดคือข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และอ้อยโรงงาน พบว่า กรณีของข้าว มีพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพในการปลูกข้าว จำนวน 11 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตในพื้นที่ดังกล่าว 3.37 ล้านตัน ทั้งนี้มี ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 330 กก.ต่อไร่

ซึ่งแนวคิดเรื่องโซนนิงนั้น หากพบว่าพื้นที่ใดไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าว ก็พืชใดๆ รัฐก็จะไม่ส่งเสริมให้ปลูกพืชนั้น แต่จะมีมาตรการจูงใจให้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น หันไปปลูกพืชอื่นที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และมีความคุ้มค่ามากกว่า เช่น พืชพลังงาน หรือส่งเสริมการทำประมงน้ำจืดโดยเฉพาะการเลี้ยงปลานิล ที่ปัจจุบันตลาดโลกมีความต้องการจำนวนมาก และจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และยังช่วยลดปริมาณข้าวที่จะออกมาสู่ตลาด ทำให้ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้น

แต่การดำเนินการตามมาตรการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกร ภายหลังการจัดทำโซนนิง ยังเป็นสิ่งที่ต้องเรียกว่า “Wait and See” คือ ต้องรอดูต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร จะสามารถพลิกฝันที่วาดไว้ ให้กลายเป็นจริงได้หรือไม่ เพราะมาตรการจูงใจของรัฐบาลนั้น จะสามารถจูงใจเกษตรกรได้จริงหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่น่าขบคิด เนื่องจากที่ผ่านๆ มา มาตรการจูงใจใดๆ ดูจะไม่ค่อยส่งผลอย่างที่หวัง หรือว่าอันที่จริงแล้ว นับว่ายัง “เกาไม่ถูกที่คัน” ยังไม่ใช่มาตรการที่จะแก้ปัญหานั้นได้จริง หรืออาจไม่ได้รับการนำมาปฏิบัติอย่างจริงจังและทุ่มเทความพยายามเพียงพอ

อย่างกรณีข้าว รัฐบาลและกระทรวงเกษตรควรมีมาตรการที่มุ่งให้ความรู้ใหม่ๆ แก่เกษตรกร อาทิ พื้นที่ภาคอีสานบางส่วน ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว เพราะแห้งแล้ง สมควรส่งเสริมให้ปลูกพืชยืนต้นที่รากสามารถชอนไชไปหาแหล่งน้ำได้ เช่น ต้นยูคาลิปตัสซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่มากกว่า และสามารถนำไปขายให้แก่โรงงานกระดาษได้ โดยรัฐสนับสนุนพันธุ์ที่มีคุณภาพ และแนะนำการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เป็นต้น

อยากย้ำกับรัฐบาลอีกครั้งว่า แม้จัดโซนนิงเสร็จแล้ว งานของท่านยังไม่จบ อาจจะเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ เพราะจะต้องชี้แนะทั้งผู้อยู่ในเขตโซนนิงและโดยเฉพาะเกษตรกรนอกเขตโซนนิง ให้สามารถทำการเกษตรอย่างมีความรู้ และมีทิศทางที่ถูกต้อง

ทำการเกษตรอย่างมีคตวามรู้ อยู่นอกเขตด้วย จะเป็นการซึ่งฝ่ายรัฐเองมีหน้าที่ที่จะต้องให้การช่วยเหลือสนับสนุน นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่า สำหรับข้าวนาปี 2556/57 ที่จะเริ่มฤดูการผลิตในเดือนพ.ค. นี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรปลูกข้าวจำนวนมากจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ซึ่งในปีนี้คาดว่าเกษตรกรจะเริ่มปลูกตามฤดูนาปีปกติคือจะกลับมาปลูกในช่วงเดือนพ.ค.ซึ่งเป็นฤดูนาปีปกติ โดยสศก.คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีรวมทั้งประเทศจะอยู่ที่ 65 ล้านไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผยผลพยากรณ์ข้าวนาปี ปี 56 ให้ผลผลิตเพิ่ม 0.6 ล้านตัน เนื่องจากราคาที่จูงใจตามโครงการรับจำนำของรัฐบาล ระบุผลผลิตจะออกมากสุดช่วงพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม รวมกว่า 21 ล้านตัน ด้านข้าวนาปรัง เหตุจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ฉุดผลผลิตลดลง 2.3 ล้านตัน

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งช่วงเดือนธันวาคม 2555 ประกอบกับปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยกว่าปีที่แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึง ประกาศให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากมีน้ำน้อยกว่าปกติมากในพื้นที่เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา ดังนั้น เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่าแทน ส่งผลเนื้อที่ปลูกข้าวนาปรังลดลงกว่า 3.3 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม สำหรับเขตปลูกข้าวนาปรังในภาคกลาง เนื้อที่เพาะปลูกลดลงไม่มากนัก เพราะเกษตรกรบางส่วนยอมรับความเสี่ยงต่อผลผลิตที่จะได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้ปลูก ไปแล้วเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ นอกจากนี้ ผลจากสภาพอากาศแห้งแล้งปริมาณน้ำมี ไม่เพียงพอ ได้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังปี 2556 โดยรวมลดลงจากปีที่แล้ว 2.3 ล้านตัน เหลือ 9.9 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับข้าวนาปี 2556/57 ที่จะเริ่มฤดูการผลิตในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ปริมาณผลผลิตยังคงเพิ่มขึ้นจากผลของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ทำให้ให้เกษตรกรปลูกข้าวมากขึ้นในแหล่งผลิตทั้งภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ ปีที่แล้วเกษตรกรบางส่วน ในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง เช่น จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์ สิงห์บุรี ชัยนาท อยุธยา และนครปฐม ได้เลื่อนการเพาะปลูกเร็วขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย โดยได้เริ่มปลูกในเดือนเมษายนซึ่งอยู่ในฤดูปลูกข้าวนาปรัง แต่ปีนี้คาดว่าจะกลับมาปลูกในช่วงนาปีปกติคือ ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 65 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 27.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น 0.6 ล้านตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม รวมประมาณ 21.86 ล้านตัน

ปริมาณผลผลิตประมาณ 27.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น 0.6 ล้านตัน

โดยผลผลิตจะออกมากช่วงเดือนพ.ย. –ธ.ค. รวมประมาณ 21.86 ล้านตัน ที่เหลือเป็นผลผลิตที่ออกในฤดูนาปรัง2556/2557

สำหรับกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ31 มี.ค.ที่ผ่านมาไม่ให้สหกรณ์การเกษตรที่ทำธุรกิจรวบรวมข้าวเข้าโครงการจำนำของรัฐบาลนั้น แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยว่า คาดว่าจะจะส่งผลให้เกิดความไม่พอใจของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกอย่างแน่นอน เนื่องจากในบางพื้นที่เกษตรกรลำบากในการขนส่งข้าวจึงทำให้ยอมที่จะสียค่าบริการ 200 บาทให้สหกรณ์เพื่อนำข้าวไปข้าวในราคาจำนำของรัฐ ทั้งนี้พบว่ามีสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรรับรวมข้าวเพื่อส่งเข้าโครงการมากกว่า 76 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.4 แสนตัน

ทั้งนี้ข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ วันที่ 25 มี.ค. 2556 ระบุว่าว่าในปีการผลิต 2555/2556 มีสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการจำนำข้าว จำนวน 39 จังหวัด 2225 สหกรณ์ ยอดรวมข้าวที่รับเข้าโครงการ 1.5 ล้านตัน เกษตรกรรวม3.2 แสนราย ทั้งนี้แยกเป็น1. สหกรณ์เป็นจุดรับจำนำและแปรรูป จำนวน 24 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.7 หมื่นตัน 2. สหกรณ์ที่เป็นจุดรับซื้อนอกพื้นที่โรงสีเอกขนรวม 123 แห่ง มีปริมาณข้าว 9.5 แสนตัน เกษตรกร 2.4 แสนราย 3. สหกรณ์ทีเปิดจุดบริการรับรวบรวมขนส่งข้าวไปยังจดรับซื้อจำนวน 76 สหกรณ์ ปริมาณข้าว 5.4 แสนตัน ทั้งนี้การดำเนินการรับซื้อของสหกรณ์ในปี 2555/2556 จะไม่แยกเป็นนาปีนาปรัง สำหรับการเข้าร่วมโครงการในปี 2554/2556 มีสหกรณ์เข้าโครงการรวม 213 แห่ง ปริมาณข้าวเข้าโครงการรวม 1.25 ล้านตัน เกษตรกร 1.7 แสนราย แบ่งเป็นข้าวนาปี 1.สหกรณ์เปิดจุดรับจำนำ 12 แห่ง ปริมาณข้าว 4.3 หมื่นตัน 2.สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อนอกพื้นที่โรงสีเอกชน 43 แห่ง ปริมาณข้าว 5.4 แสนตัน 3. สหกรณ์เปิดจุดรวบรวมข้าว45 แห่ง ปริมาณข้าว 3.3 แสนตัน ข้าวนาปรัง แบ่งเป็น 1.สหกรณ์เปิดจุดรับจำนำ 28 แห่ง ปริมาณ 6 หมื่นตัน 2. สหกรณ์เปิดรับจำนำนอกพื้นที่โรงสีเอกชน 118 แห่งปริมาณข้าว 8.5 แสนตัน และ3. สหกรณ์เปิดจุดรับรวบรวมข้าว 67 แห่งปริมาณข้าว 3

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร