
‘ทรีนีตี้’แจกโพยซื้อหลักทรัพย์-อสังหาฯ
“ทรีนีตี้” แนะนำพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเก็บหุ้นหลักทรัพย์ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ รอดีดขึ้น 2-3 เดือน
“ทรีนีตี้” แนะนำพลิกวิกฤตเป็นโอกาสเก็บหุ้นหลักทรัพย์ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ รอดีดขึ้น 2-3 เดือน
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ แนะนำให้นักลงทุนพลิกวิกฤตช่วงหุ้นปรับตัวลง ให้ทยอยเก็บหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น และคัดสรรหุ้นกลุ่มพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถรีบาวด์ได้ในช่วง 23 เดือนข้างหน้า
“ดัชนีหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกกดดันทั้งจากปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยในประเทศ ส่งผลให้ภายในสัปดาห์เดียวหุ้นดิ่งแรงถึง 119.16 จุด หรือลดลง 7.46% เมื่อเทียบกับวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา และมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 101,361 ล้านบาท เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นการสร้างสถิติวอลุมสูงสุดรอบ 38 ปี ทำให้การซื้อขายจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ถึง 22 มี.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 6.42 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1.04 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 72% จากไตรมาส 4 ปี 2555” นายวิศิษฐ์ กล่าว
บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังมีผลกำไรที่เติบโตได้ จึงคาดว่านักลงทุนต่างประเทศจะหวนกลับมาซื้อขายหุ้นไทยอีกครั้งในช่วงกลางปลายไตรมาส 2 และคาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาเพื่อทำราคาปิดงบการเงิน
ด้านฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มหลักทรัพย์ “มากกว่าตลาด” โดยแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บล.เอเซีย พลัส (ASP) โดยมีราคาเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ 4.40 บาท บล.คันทรี่ กรุ๊ป (CGS) เป้าหมายอยู่ระหว่าง 1.503.85 บาท (ภายใต้สมมติฐานปริมาณซื้อขายเฉลี่ยวันละ 4.58 หมื่นล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังได้คัดสรรหุ้นกลุ่มพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถทำรีบาวด์ได้ในช่วง 13 เดือนข้างหน้า ได้แก่ 1.หุ้นอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีรายได้จากการโอนที่ค่อนข้างแน่นอน และสามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงไตรมาส 2 เช่น หุ้นบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) และบริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP)
2.หุ้นกลุ่มยานยนต์ เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกในกรณีเงินบาทแข็ง และยังมีออร์เดอร์ครอบคลุมรายได้ทั้งปี 2556 แล้ว และมีกำไรที่มั่นคง ได้แก่ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) รวมถึงหุ้นอื่นๆ เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท คาร์มาร์ท (KAMART) และบริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง (PM)
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ 1.หุ้นที่มีรายได้และกำไรไม่คงที่ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ สินค้าโภคภัณฑ์เบา (Soft Commodity) และ 2.หุ้นในกลุ่มที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) สูงเกิน 20 เท่า จะมีแรงจูงใจในการซื้อน้อยลง และปันผลน้อยไม่ปันผลเลย เช่น บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรม (NEP) บริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN) บริษัท แอปโซลูท อิมแพค (AIM) บริษัท พรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ (PE) บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) และบริษัท อีเอ็มซี (EMC)







