posttoday
คลังขายทหารไทย

คลังขายทหารไทย

15 มีนาคม 2556

กิตติรัตน์ให้นโยบายเจรจาซื้อกับไอเอ็นจีตกลงกันได้ก่อนค่อยเสนอซื้อจากคลัง

กิตติรัตน์ให้นโยบายเจรจาซื้อกับไอเอ็นจีตกลงกันได้ก่อนค่อยเสนอซื้อจากคลัง

กิตติรัตน์ เปิดช่องไอเอ็นจี เจรจาขายหุ้นทหารไทยยกล็อต

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจำนวนมากแสดงความสนใจที่จะเข้าซื้อหุ้นธนาคารทหารไทยที่กระทรวงการคลังถืออยู่ แต่คลังยังไม่เปิดการเจรจากับนักลงทุนโดยตรง เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้จะให้ทางไอเอ็นจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าเจรจากับนักลงทุนก่อน โดยการขายหุ้นทีเอ็มบีนั้น กระทรวงการคลังจะหารือผ่านกลุ่มไอเอ็นจีเท่านั้น

“ในฐานะที่กระทรวงการคลังมีสัดส่วนการถือหุ้นทีเอ็มบีน้อยกว่ากลุ่มไอเอ็นจี เราก็จะไม่คุยกับผู้ที่เข้ามาขอซื้อหุ้นโดยตรง แต่จะคุยผ่านกับไอเอ็นจีเท่านั้น หากมีคนสนใจเข้ามาติดต่อซื้อหุ้นและกลุ่มไอเอ็นจีสนใจในเงื่อนไข ก็คงจะมีข้อเสนอแนะให้กับกระทรวงการคลังได้รับทราบ ถ้าเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดี” นายกิตติรัตน์ กล่าว

ด้านนางสาลินี วังตาล ผู้กำกับสายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า โดยแนวทางการปฏิบัติในการเจรจาซื้อขายหุ้นของธนาคารพาณิชย์ไม่ว่ากรณีใดๆ ธปท.จะไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะเป็นเรื่องธุรกิจของภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม หากมีการเจรจากันจริงๆ ก็อาจจะมีการรายงาน ธปท.เหมือนการแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น หรือบางทีอาจจะมีการสอบถามหลักเกณฑ์ต่างๆ บ้าง ซึ่งในกรณีของธนาคารทหารไทยกับไอเอ็นจี ธปท.ยังไม่ได้รับรายงานใดๆ

ก่อนหน้านี้มีธนาคารต่างชาติหลายรายสนใจเข้าข้อมูลธนาคารทหารไทยจากกระทรวงการคลัง และมีข่าวออกมาโดยตลอดว่า ทางไอเอ็นจีกรุ๊ปจะขายหุ้นของธนาคารทหารไทยออกไป หลังจากที่บริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์ประสบปัญหาการเงินจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป

ธนาคารที่เคยทาบทามซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย ได้แก่ ธนาคารดอยช์แบงก์ จากเยอรมัน ธนาคารซีไอเอ็มบี จากมาเลเซีย ธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ แบงกิ้ง กรุ๊ป (เอเอ็นแซด) จากออสเตรเลีย และล่าสุดคือธนาคารจากเกาหลีใต้

สำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารทหารไทยนั้น ปัจจุบันไอเอ็นจีกรุ๊ปถืออยู่ 31% และกระทรวงการคลัง 26.1% โดยต้นทุนที่กระทรวงการคลังลงทุนในธนาคารหุ้นละ 3.84 บาท

สำหรับนโยบายที่นายกิตติรัตน์ระบุนี้ นับเป็นเรื่องใหม่ในการเจรจาขายหุ้นทหารไทย จากเดิมที่ผู้ซื้อจะขอเจรจาผ่านกระทรวงการคลังโดยตรงก่อน

สำหรับภาพรวมธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า จากการพบปะกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยประจำปีนี้ พบว่าฐานะการเงินและแนวทางการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้อยู่ในระดับที่ดีมาก และยังมีแนวโน้มที่สินเชื่อและเงินฝากขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และปีที่ผ่านมาระบบธนาคารพาณิชย์ก็มีกำไรค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่มักนำกำไรมากันสำรองหนี้เพิ่ม รวมถึงนำไปสะสมเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ฉะนั้น หากดูจากสถานะของระบบแบงก์ในตอนนี้ ทำให้คาดได้ว่าในปีนี้ยังไม่มีใครหรือแบงก์ใดมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มทุน เนื่องจากปัจจุบันเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยสูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 16% จากเกณฑ์ของ ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.5% เพราะผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาแบงก์มีกำไร ไม่ได้นำไปจ่ายปันผลแต่เอามากันสำรองและสะสมในเงินกองทุนแทน อีกอย่างแผนของแบงก์ที่ส่งกันมาเมื่อต้นปีก็ยังไม่มีใครต้องการเพิ่มทุนในปีนี้” นายเกริก กล่าว

นายเกิรก กล่าวว่า แนวโน้มการขยายตัวของสินเชื่อในปีนี้ปกติ มีโอกาสโตได้ต่อเนื่อง แต่ถึงภาครัฐจะมีโครงการกู้ลงทุนจำนวนมาก แต่ยังไม่รู้ว่าธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อโครงการภาครัฐหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่มีข่าวของการซื้อหุ้นจากต่างประเทศ หรือควบรวมกิจการนั้น เรื่องเหล่านี้อาจจะเป็นการวางแผนล่วงหน้าของแต่ละธนาคาร ที่จะเตรียมการหรือดำเนินการเพื่อการขยายธุรกิจได้โดยแจ้งให้ธปท.รับทราบเมื่อกระบวนการผ่านไปในระดับหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้ ธปท.รายงานฐานะระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ณ สิ้นปี 2555 พบว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กมีสัดส่วนการบ่งชี้ฐานะดีกว่า ธนาคารขนาดใหญ่และขนาดกลาง แม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่จะมีกำไรมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยหากดูจากประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดูจากกำไรสุทธิต่อจำนวนพนักงานต่อปีเฉลี่ยทั้งระบบอยู่ที่ 1.19% โดยธนาคารขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.58% ธนาคารขนาเล็ก 0.79% และธนาคารขนาดกลาง 0.45%

ส่วนบีไอเอสเฉลี่ยทั้งระบบ 14 ธนาคารอยู่ที่ 16.27% โดยธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งมีบีไอเอสเฉลี่ยอยู่ที่ 16.27% ธนาคารขนาดกลาง 4 แห่งมีมีบีไอเอสเฉลี่ยอยู่ที่ 16.11% และธนาคารขนาดเล็ก 6 แห่งมีบีไอเอสเฉลี่ยที่ 16.51% โดยธนาคารพขนาดเล็กมีสัดส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 สูงที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 14.30% ธนาคารขนาดใหญ่ 10.87% และธนาคารขนาดกลาง 10.06%

สำหรับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 2.44% ต่อสินเชื่อรวม โดยกลุ่มธนาคารขนาดเล็กมีสัดส่วนเอ็นพีแอลน้อยที่สุด 2.19% ธนาคารขนาดใหญ่ 2.43% และธนาคารขนาดกลาง 2.61% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ยต่อปี(NIM)ทั้งระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 2.53% โดยธนาคารขนาดใหญ่เลี่ยอยู่ที่ 2.6% และธนาคารขาดเล็ก 2.52% และธนาคารขนาดกลาง 2.24%

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่