
SPCGพุ่งกดดัน‘วันดี’ทำกำไร
โชว์กำไรและรายได้โตกว่าเท่าตัวเข็นกองทุนอินฟราฯ 5.8 พันล. ปีนี้
โชว์กำไรและรายได้โตกว่าเท่าตัวเข็นกองทุนอินฟราฯ 5.8 พันล. ปีนี้
“วันดี” ยอมรับราคาหุ้นพุ่งกดดันผลประกอบการ แต่เชื่อมั่นปีนี้กำไรและรายได้ทำได้สวยโตเกิน 150%
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยว่า ราคาหุ้นของบริษัทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้บริหารในการที่จะผลักดันผลประกอบการให้มีการเติบโต แต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้บริหารขายหุ้นออกมาแต่อย่างใด แต่อาจมีกรรมการบางรายซึ่งได้ช่วยเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายให้กับหุ้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้หุ้น SPCG เป็นที่สนใจของนักลงทุนคือรูปแบบของธุรกิจ เพราะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) จะลงทุนหนักในช่วงปีแรกของการลงทุน ซึ่งตามแผนทั้ง 36 โครงการ รวมกำลังการผลิต 250 เมกะวัตต์นั้น จะใช้เงินลงทุน 2.4 หมื่นล้านบาท จะเหลือลงทุนในปีนี้อีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
หลังจากนั้นจะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวรายได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ แทบไม่มี โดยปีนี้จะสามารถจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้ครบทั้ง 36 โครงการ และปี 2557 จะเป็นปีแรกที่รับรู้กำไรจากการขายไฟฟ้าเต็มปีครบทั้ง 36 โครงการ
นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังเห็นว่าในระยะยาวบริษัทจะมีมูลค่าเพิ่มจากตัวที่ดินที่ใช้เพื่อทำโซลาร์ฟาร์ม ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 5,000 ไร่ มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ในเบื้องต้นของการลงทุนจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในอัตรา 57% แต่ระยะยาวมูลค่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในอนาคต
น.ส.วันดี กล่าวว่า บริษัทยังเตรียมที่จะรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ นั่นคือการรุกสู่ตลาดบ้านเรือนประชาชน คาดว่าจะสามารถเปิดตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ ในต่างประเทศธุรกิจนี้มีขนาดใหญ่กว่าโซลาร์ฟาร์มถึง 3 เท่า
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 150% จากปี 2555 ที่มีรายได้จากการขายไฟ 1,214 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการขายไฟจะทยอยครบทั้ง 36 โครงการ และคาดว่าในแง่ของผลกำไรสุทธิจะโตในอัตราใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการที่ 1728 และโครงการที่ 3536 โดยในเดือน เม.ย.นี้ จะเริ่มก่อสร้างโครงการที่ 2934 คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 นี้
สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อสรุปถึงมูลค่ากองทุน ในเบื้องต้นน่าจะอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท เพิ่มเล็กน้อยจากเดิม 4,800 ล้านบาท โดยจะมาจากรายได้จากการขายไฟของโครงการที่ 1016 เป็นเวลา 10 ปี
บริษัทคาดหวังว่าภายในไตรมาส 2 นี้น่าจะสามารถยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้







