
เปิดคำสั่งศาลปกครองถอนประกาศบัญชีสารพิษ
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2555 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2546 เนื่องจากประกาศดังกล่าวมีภาษาอังกฤษที่ไม่มีคำอ่านคำแปลเป็นภาษาไทย ทำให้ไม่เกิดความชัดเจนเพียงพอที่บุคคลจะเข้าใจได้ เพื่อประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงนำสาระสำคัญของคำพิพากษาดังกล่าวมานำเสนอ ดังนี้
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2555 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2546 เนื่องจากประกาศดังกล่าวมีภาษาอังกฤษที่ไม่มีคำอ่านคำแปลเป็นภาษาไทย ทำให้ไม่เกิดความชัดเจนเพียงพอที่บุคคลจะเข้าใจได้ เพื่อประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงนำสาระสำคัญของคำพิพากษาดังกล่าวมานำเสนอ ดังนี้
คดีนี้ นางทองดี ธวัชโยธิน เจ้าของร้านค้าธีระเวช ได้ฟ้องร้องศาลปกครองว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2548 เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรได้เข้าตรวจร้านค้าธีระเวช ได้พบและยึดวัตถุอันตราย 4 ราย คือ 1.ชื่อการค้า โมบิล 600 ชื่อสามัญ โมโนโครโตฟอส (MONOCRTOPHOS) 2.ชื่อการค้า เอ็มคาริน ชื่อสามัญ พาราไทออนเมทิล (PARATHIONMETHYL) 3.ชื่อการค้า ประตูทอง 359 ชื่อสามัญ พาราไทออนเมทิล (PARATHIONMETHYL) 4.ชื่อการค้า ซันตานา ชื่อสามัญ เมทิลพาราไทออน (ETHYL PARATHION) จากนั้นกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ได้ออกหมายเรียกกล่าวหาผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ต้องหามีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไว้ในครอบครอง มีโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งวัตถุอันตรายทั้ง 4 รายการ เดิมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ผู้ฟ้องได้ใบอนุญาตมีไว้เพื่อขาย แต่ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมมีการออกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งข้อความในประกาศเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ โดยไม่มีคำแปลเป็นไทย หรือมีภาษาไทยกำกับให้ชัดเจน ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้ฟ้องไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความได้ ฉะนั้นประกาศต้องเป็นภาษาไทยหรือคำแปลเป็นภาษาไทยกำกับอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง การออกประกาศจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จึงขอให้ศาลเพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ลงวันที่ 22 ก.ย. 2546 และเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2547 เพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่องการจัดการทำลายหรือดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ลงวันที่ 11 ต.ค. 2547
คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใดห้ามหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกประกาศและคำสั่งเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ อีกทั้งการระบุชื่อวัตถุอันตรายเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นชื่อเฉพาะที่ยอมรับกันทั่วไป
ต่อมาผู้ฟ้องอุทธรณ์ และศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วพิพากษากลับให้เพิกถอนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม และคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เพราะเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ ศาลได้วินิจฉัยว่า โดยเห็นว่า กฎหมายเป็นกฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ จึงต้องมีการประกาศให้บุคคลในบังคับทราบ และต้องมีความชัดเจนเพื่อให้บุคคลในบังคับกระทำหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ
เมื่อพิจารณาประกาศทั้งสองฉบับและคำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่พิพาทได้จัดทำขึ้นเป็นภาษาไทย ปรากฏว่า มีเนื้อหาสาระที่ชัดเจนเพียงพอที่บุคคลจะเข้าใจเกี่ยวกับการยกเลิกรายชื่อวัตถุอันตรายได้
แต่การระบุชื่อวัตถุอันตรายเป็นภาษาอังกฤษไว้ในบัญชี ก. แนบท้ายประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2538 โดยไม่มีคำอ่านและคำแปลภาไทยกำกับไว้ โดยเฉพาะวัตถุอันตรายในคดีนี้เป็นสารกำจัดแมลงที่เกษตรกรจำเป็นต้งใช้ในการกำจัดศัตรูพืช ดังนั้นการประกาศให้วัตถุอันตราย MONOCRTOPHOS และ PARATHIONMETHYL เฉพาะภาษาอังกฤษ โดยไม่มีคำอ่านและคำแปลภาษาไทย เปลี่ยนจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จึงไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่บุคคลจะเข้าใจได้ นอกจากนี้ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องกำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ฉบับลงวันที่ 1 ต.ค. 2541 มีการระบุบัญชีแนบท้ายชื่อวัตถุทางการเกษตรแปลเป็นภาษาไทย และมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดชื่อวัตถุอันตรายเป็นภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียว
ดังนั้น เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2546 ลงวันที่ 22 ก.ย.2546 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ลงวันที่ 30 ก.ย. 2547 และคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่ 1779/2547 เรื่องการจัดการทำลายหรือดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ลงวันที่ 11 ต.ค. 2547 จึงเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย







