
แรงงานขาดยังวิกฤต
รัฐขยายเวลาขึ้นทะเบียนต่างด้าวไร้ผลศุภาลัยเชื่ออสังหาฯปี’56 ยังโตอีก 10%
รัฐขยายเวลาขึ้นทะเบียนต่างด้าวไร้ผลศุภาลัยเชื่ออสังหาฯปี’56 ยังโตอีก 10%
ศุภาลัย ชี้ปัญหาแรงงานขาดระยะยาวยังยืดเยื้อ แม้รัฐจะขยายเวลาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว
นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แม้จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท แต่แรงงานยังไม่กลับมาในภาคการก่อสร้าง เนื่องจากสินค้าเกษตรมีราคาดี ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างก็เกิดปัญหาขาดแคลนจากการขยายการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 ยังคงเติบโตได้ดีจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว 4.74.8% ส่วนการส่งออกแม้ในยุโรปจะชะลอตัว แต่ก็ขยายตลาดมาในภูมิภาคเอเชียทดแทน โดยเฉพาะในอาเซียนที่กำลังจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเติบโต 10% จากปีที่แล้ว
ด้านนายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาครัฐจะผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างไม่ถูกต้องมาขึ้นทะเบียนภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ แต่เชื่อว่าปัญหาแรงงานขาดแคลนจะยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะแรงงานต่างด้าวจะขึ้นทะเบียนได้ไม่หมด ขณะที่แรงงานของไทยก็ไม่คิดจะกลับมาทำงานในภาคการก่อสร้างแล้ว
สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้จะเปิดตัวรวม 25 โครงการ แยกเป็นโครงการแนวราบใน กทม.ปริมณฑล และต่างจังหวัดรวม 16 โครงการ ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมมี 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าตลาดบ้านแนวราบจะดีต่อเนื่อง จากการขยายระบบขนส่งมวลชน ขณะที่คอนโดมิเนียมในเมืองที่ราคาแพงขึ้นจะทำให้คนชั้นกลางไม่สามารถอยู่ในเมืองได้
ทั้งนี้ การลงทุนในต่างจังหวัดจะขยายการลงทุนเพิ่มในจังหวัดรอง เช่น จ.อุบลราชธานี เชียงราย พิษณุโลก มหาสารคาม นครศรีธรรมราช ส่วนต่างประเทศกำลังศึกษาตลาดฟิลิปปินส์ พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม คาดว่าปีนี้จะเริ่มลงทุนก่อน 1 ประเทศ ใช้งบลงทุน 2,000 ล้านบาท
ขณะที่ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวมกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 74% บ้านจัดสรร 26% เติบโต 34% จากปี 2554 ขณะที่มีรายได้รวม 11,649 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,744 ล้านบาท เติบโต 6.8% ส่วนปี 2556 ตั้งเป้ายอดขาย 2.6 หมื่นล้านบาท จากหน่วยขาย 7,000 หน่วย และจะใช้งบซื้อที่ดินรวม 5,000 ล้านบาททั้งในกกทม ปริมณฑล. และต่างจังหวัดรวมไว้ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนหน่วยขายทั้งสิ้น 7,000 หน่วย และจะใช้งบซื้อที่ดินรวม 5,000 ล้านบาท ทั้งในกทม ปริมณฑล. และต่างจังหวัด







