posttoday
ความเสี่ยงจากปัญหา ฟองสบู่แตกของจีน

ความเสี่ยงจากปัญหา ฟองสบู่แตกของจีน

05 เมษายน 2553

....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

จีนประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก สามารถพัฒนาตนเองอย่างรวดเร็วภายหลังเปิดประเทศเมื่อปี 2521 โดยในช่วง 32 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจล้าหลังภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ มาสู่เศรษฐกิจทันสมัยแบบการตลาด โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก

จีนสามารถแซงหน้าเยอรมนีขึ้นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก ในปี 2550 จากนั้นในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2552 จีนเริ่มแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยธนาคารโลกพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2553 น่าจะเติบโตในอัตรา 9.5% และมีแนวโน้มจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 8.7% ในปี 2554

อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มมีการให้ทัศนะมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจีนกำลังจะเผชิญกับวิกฤตฟองสบู่แตก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก โดยบริษัท Bloomberg ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2553 พบว่ามากกว่า 60% เห็นว่าประเทศจีนเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่

ส่วนนาย Alan Greenspan อดีตประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ให้ทัศนะเมื่อถูกสัมภาษณ์โดยสถานีโทรทัศน์ Bloomberg Television เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 ว่ามีแนวโน้มจะเกิดฟองสบู่แตกในประเทศจีน แต่เขาไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์หรือในตลาดหลักทรัพย์

ขณะที่นาย Jim Chanos ผู้บริหารกองทุน Hedge Fund ซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลกในฐานะผู้แสวงหากำไรจากการขายหลักทรัพย์แบบ Short Sale คือ การขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ แต่ใช้วิธียืมหุ้นจากผู้มีหุ้นอยู่ เช่น โบรกเกอร์ เพื่อสร้างกำไรจากในช่วงขาลง โดยนำหุ้นส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อก่อน ต่อเมื่อราคาหุ้นลดลงจึงค่อยเข้าช้อนซื้อหุ้น เพื่อมอบคืนแก่โบรกเกอร์ ก็ได้พยากรณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับประเทศจีน

เขาให้เหตุผลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ได้ซ่อนเร้นความผิดพลาดบกพร่องขนาดใหญ่โตมหาศาลเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงเกินจริงอันเป็นผลจากการเก็งกำไร สถาบันการเงินที่อ่อนแอเนื่องจากปล่อยสินเชื่อจำนวนมากแก่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์มากมายเกินความต้องการ ฯลฯ ดังนั้น เขาจึงขายหุ้นแบบ Short Sales ในบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงจากการทำธุรกิจในประเทศจีน ทั้งในส่วนกรณีที่ไปทำธุรกิจในด้านอสังหาริมทรัพย์และในด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีน

ขณะเดียวกัน ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญให้ทัศนะว่าวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกของประเทศจีนที่กำลังรอการระเบิดนั้น จะมีขนาดใหญ่โตเป็นหลายเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตหนี้ด้อยคุณภาพที่ทั่วโลกต้องเผชิญในช่วงปี 2551 ต่อเนื่องปี 2552 เป็นอย่างมาก และอาจจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2553 นั้น จะมาจากการเติบโตของจีนเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งกลับให้ทัศนะในทิศทางตรงกันข้าม โดยเห็นว่ารัฐบาลจีนมีเครื่องมือต่างๆ มากกว่ารัฐบาลประเทศตะวันตกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฟองสบู่

ประการแรก สามารถเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่ประสบปัญหาทางการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีส่วนแบ่งตลาดสูง

ประการที่สอง จีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดในโลก คือ 2,400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่หนี้สาธารณะเพียง 20% ของ GDP เปรียบเทียบกับไทย 50% สหรัฐและอินเดีย 85% และญี่ปุ่น 219%

อนึ่ง ความจริงแล้วทางการจีนได้ตระหนักถึงปัญหาข้างต้น โดยธนาคารกลางของจีนได้สั่งการเมื่อปลายเดือน มี.ค. 2553 ให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่และหนี้เสีย นอกจากนี้ ในเดือน ก.พ. 2553 ได้กำหนดให้ธนาคารเพิ่มอัตราเงินสำรองเป็น 16% สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ และ 14% สำหรับธนาคารขนาดเล็ก

นอกจากนี้ จีนยังมีมาตรการป้องกันการเก็งกำไร โดยกรณีซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกกำหนดต้องวางเงินดาวน์ 30% และหลังที่สองต้องวางเงินดาวน์ 50% ขณะที่ธนาคารโลกได้เสนอแนะให้ทางการจีนปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันปัญหาการเก็งกำไร และยอมปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อ

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่