
ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นสู่ 874 จุด
...พิชัย เลิศสุพงษ์กิจ
ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลบ่าเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยตลอดช่วง 56 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ความคาดหวังว่า 1) เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวดีกว่าและเร็วกว่าภูมิภาคอื่น 2) อัตราดอกเบี้ยของเอเชียแนวโน้มขึ้นเร็วกว่าของกลุ่มประเทศ G3 และ 3) เงินเอเชียมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก
ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้
ประการแรก ช่วงเดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์แห่ปรับขึ้นราคาเป้าหมายรายหุ้น โดยกลุ่มที่ถูกปรับขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และปิโตรเคมี ยังผลให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยตามปัจจัยพื้นฐานปีนี้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 874 จุด เทียบกับช่วงหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้จะอยู่ที่ราว 820 จุด นั่นหมายความว่า เหลือโอกาสทำกำไรสำหรับปีนี้อีก 9% หากไม่มีการปรับเป้าหมายขึ้นอีก
หมายเหตุ : คำนวณโดยใช้ราคาเป้าหมายหุ้นที่อยู่ใน SET 50 ที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก ณ วันที่ 2 เม.ย. 2553
ในส่วนของกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้น นักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่าที่เคยคาดกันไว้เมื่อต้นปี จึงมีการปรับขึ้นเป้าสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม ส่วนต่างดอกเบี้ย ปรับลดค่าใช้จ่ายสำรองเผื่อหนี้เสียและเอ็นพีแอล
ด้านกลุ่มปิโตรเคมีนั้น นักวิเคราะห์ปรับขึ้นอัตรากำไรและปริมาณการผลิต เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดน้อยกว่าที่เคยคาดกันไว้ ผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วเกินคาด
น่าสังเกตว่า หุ้นขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกเป็นเป้าหมาย เข้าซื้อของทุนต่างชาติที่ยังเหลือโอกาสทำกำไร ได้แก่ LH, BBL, BAY, PTTEP, KBANK, PTT
ผมเชื่อว่า กระแสการปรับขึ้นเป้าหมายราคาหุ้นและดัชนีหุ้นยังไม่หยุดครับ ล่าสุดเริ่มมีการพูดถึงเป้าดัชนีเหนือ 900 จุด แต่อย่าไปตื่นเต้น พึงระลึกว่าเป็นเป้าหมายสำหรับทั้งปี ดังนั้นหากมาเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 จะกลายเป็นของแพงไป ก็ต้องระวังแรงขายกำไรด้วยครับ
ประการที่ 2 รอบนี้ทุนจากนอกภูมิภาควิ่งเข้าตลาดหุ้นหลักอย่างจีนและฮ่องกงไม่โดดเด่นเท่ากับที่วิ่งเข้าตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ากังวลมาตรการแตะเบรกเศรษฐกิจจีนที่ทยอยประกาศออกมาเป็นระยะ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ที่ถูกที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแถบนี้
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มไม่ถูกจัดเหมือนในอดีต กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ค่าพีอีของตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายแบบมีส่วนลดจากตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน 30% แต่ปัจจุบันส่วนลดมีเพียง 10% เท่านั้น ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้ถูกคาดหมายว่าจะโตราว 15% ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ราว 25% ดังนั้นจึงมีโอกาสไม่มากที่ค่าพีอีตลาดหุ้นไทยจะวิ่งขึ้นไปเทรดใกล้เคียงกับค่าพีอีเฉลี่ยของภูมิภาค
ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าทุนต่างชาติจะหยุดไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย หากดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไป เช่น ขึ้นเลย 840 จุด ในหนึ่งเดือนข้างหน้า จะดันค่าพีอีอดีต และอนาคตขึ้นไปเป็น 15.3 และ 13.3 เท่า แต่ถ้าดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไปจนกำไรโตตามไม่ทัน มีโอกาสสูงที่จะปรับฐานระหว่างทาง เพื่อพักรอกำไรให้วิ่งขึ้นตาม
แนะปล่อยให้กำไรวิ่งขึ้นตามตลาดหุ้นและขยับจุดตัดขาดทุนหรือรับรู้กำไรขึ้นตามเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







