
บลจ.มองหุ้นไกล900จุด
เชื่อเงินนอกยังไม่หยุดไหลเข้า
‘ธนชาต’คาดดอกเบี้ย2%ปีนี้โพสต์ทูเดย์
— บลจ. ประสานเสียง ดัชนีหุ้นไทยไปไกล 880900 จุด เชื่อเงินต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง มองดอกเบี้ยค่อยๆ ขยับปีนี้นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ
“เทคนิคพิชิตการลงทุน...ฉบับผู้จัดการกองทุนมือโปร” ว่า ดัชนีหุ้นไทยปลายปีนี้น่าจะขึ้นถึงระดับ 880 จุด ได้จากเม็ดเงินของต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ราคาหุ้นยังถูกเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนยังมีความสามารถทำกำไรได้ดี คาด ว่ากำไรต่อหุ้นเติบโตประมาณ 15%อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวยั่งยืนเพียงใด และสหรัฐยังมีอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน
“ความผันผวนของตลาดหุ้นก็ยังคงมีอยู่มากและต้องติดตามเงินลงทุนของต่างชาติอย่างใกล้ชิด ส่วนปัญหาการเมืองเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ต่างชาติยังเข้ามาลงทุน โดยมองว่าหากเกิดรุนแรงจะกระทบหุ้นช่วงสั้น หากไม่รุนแรงก็สะท้อนวุฒิภาวะการเมืองไทยไปอีกขั้นหนึ่ง”นายพิชิต กล่าวสำหรับการปรับตัวขึ้นถึง 800 จุด กองทุนขายทำกำไรบ้างและปีนี้แนวโน้มการบริหารพอร์ตคงซื้อและขายเพื่อทำกำไร เช่นเดียวกับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ขายกองทุนออกบ้าง
นายต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยในปีนี้น่าจะแกว่งตัวขึ้นไปได้ประมาณ 880900 จุด เนื่องจากได้รับผลดีจากส่งออกที่ฟื้นตัว นอกจากนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีผลประกอบการดีขึ้นจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น
อย่างไรก็ดี หลังดัชนีปรับตัวขึ้นในช่วง 1 เดือน ประมาณ 100 จุด อาจจะเห็นหุ้นปรับฐานลงไปที่ 750 จุด
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน บลจ.อยุธยา คาดว่าแนวโน้มหุ้นในปีนี้มีโอกาสถึงระดับ 850900 จุด จากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนและเศรษฐกิจในไตรมาสแรกเติบโตถึง 68% และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวกว่า 56% ช่วยสร้างความเชื่อมั่นผู้ลงทุน
“
หากเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นไทยที่เคยมีส่วนลด 2025% ตลอดระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา ก็จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่วนปัญหาการเมืองต่างชาติมั่นใจว่าจะจบลงด้วยดี” นายประภาส กล่าวนอกจากนี้
รวมถึงเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสาเหตุให้มีความกังวลถึงปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
รวมถึงหากพิจารณาจากราคาหุ้นไทย ยังถูกกว่าตลาดในภูมิภาคประมาณ
2025% หลังเกิดการรัฐประหาร และถึงแม้ขณะนี้จะมีปัญหาสถานการณ์ทางการเมือง
อกทงนอกจกนน
กองทุนบำเหน็จบำนาญของต่างประเทศในสหรัฐและยุโรปจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและเอเชียเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้จะลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากประเมินว่านับจากนี้ไปอีก 20 ปี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเกิดจากประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียก็จะได้รับอานิสงส์นี้ โดยจะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนมากกว่าปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มีโอกาสที่จะเห็นเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 36,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเม็ดเงินที่ใกล้เคียงกับปี 2551 เนื่องจากการย้ายเข้าลงทุนในเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตดี โดยเฉพาะจีน ขณะที่หุ้นไทยยังมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำเพียง 1213 เท่า โดยประเมินว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ก่อน แล้วตามด้วยหุ้นขนาดกลาง
นายตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2% ในสิ้นปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% โดยการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าดอกเบี้ยจะเริ่มปรับขึ้น 0.25% รวมทั้งจะเห็นการปรับตัวของเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ประเทศในแถบเอเชีย หรือ บราซิลเองจะมีการเติบโตที่เร็วกว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น เนื่องจากว่าการที่ดอกเบี้ยมีการปรับตัวเร็วขี้นก็จะทำให้เงินเฟ้อมีการปรับตัวเร็วขึ้นตามมาด้วยประเทศแถบเอเชียจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว







